GaBBy's profileGiGaBBiO EnTaNiA#14PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
May 30 ใจเย็นๆหลังจากผ่านการใช้ชีวิตมา ร่วม 21 ปี คร่ำหวอดในวงการกิจกรรมมาร่วม 4 ปี ทำให้เรียนรู้วิธีการใช้ชีวิต ในรูปแบบที่ทุกๆคนต้องการได้ ((ดูเว่อร์ไปรึเปล่า ไม่มั๊งนะ))
เมื่อเร็วๆนี้ มีคนบ่นให้ฟังว่า "...ชีวิตไม่ใช่ของเรา..." ใครคิดแบบนี้ยกมือขึ้นครับ?
ใช่แล้วครับ คุณคิดถูกแล้วหล่ะ ชีวิตไม่ใช่ของเรา แล้วชีวิตก็ไม่ใช่ของใครด้วย มันเป็นของใครก็ไม่รู้ แต่บังเอิญมันมาอยู่ในการควบคุมของเราก็แค่นั้นเอง ทำให้บอกได้ว่า ชีวิตเรา มันไม่ใช่ของเรา แล้วก็แน่นอน อย่าไปคิดที่จะควบคุมชีวิตใคร ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ หรือต้นไม้ ไปดูกันมารึยังครับ x-men
"...ถ้าเรายิ่งขังสัตว์เอาไว้ในกรง มันจะยิ่งดุร้าย..." ((คำพูดของ โลแกน ตอนที่ ดร.ช่วยจีนอยู่อ่ะ))
แน่นอน คนก็เช่นกัน ถ้าถูกขังเอาไว้ในกรง ถูกขังเอาไว้ในกรอบความคิด เค้าคนนั้นก็จะยิ่งเหี้ยมเกรียม และดุร้าย เกินกว่าที่เราจะควบคุมเค้าได้ในระยะยาว
แล้วเราจะใช้ชีวิตในสังคมโลกที่แสนปั่นป่วน วุ่นวายนี้ดีหล่ะ โลกที่มีแต่การบังคับ ขู่เข็ญกัน โลกที่มีแต่การบีบ ให้ไปในทางที่คนอื่นๆเค้าต้องการ มันน่าเศร้าใจที่มนุษย์เรา ถูกบีบบังคับให้มีความคิดอยู่ในกรอบ มาหลายชั่วอายุคน จนคนทุกๆคนนึกว่า มันเป็นเรื่อง "ธรรมดา" ไปซะแล้ว ไม่มีใครต่อต้านมัน
วันนี้มี 2 เรื่องครับ เป็นเหตุกาณ์ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิต ที่ มนุษย์ปุถุชนอย่างเรา ไม่อาจหลีกหนีไปจากมันได้ แต่เราสามารถรับมือกับมันได้ นั่นก็คือ "ปัญหา" กับ "ความรัก"
คงจะคิดกันว่า
"...แหม ไอ้แก๊ป มึงเล่นง่าย ใช้คำว่า "ปัญหา" มันก็ครอบคลุมซะหมดแล้ว..."
ใช่สิ ก็คนเรา เกิดมาเพื่อแก้ปัญหานิครับ ไม่ได้เกิดมาบนกองเงินกองทองเหมือนใครบางคนที่เป็นลูกทั่น นาย ก. ที่ดูแกจะมีปัญหาอย่างเดียว ที่พ่อแกทำไว้นั่นแหละ
จะมีช่วงชีวิตคนเรา หนึ่งช่วงครับ ขอเรียกว่า "ชีวิตช่วงจิตตก" ที่ไม่ว่าหันหน้าไปทางไหนก็จะเจอแต่ปัญหา
ปัญหาๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
"...ปัญหามากมายที่เจอในชีวิต แล้วเราจะแก้มันยังไง มันมืดแปดด้านไปหมดแล้วว..." เอาหนทางที่เก้ามั๊ยครับ แม้แสงสว่างในทางนี้จะริบหรี่ แต่มันก็ยังนับเป็นแสงสว่าง ถูกมั๊ย?
คนเราเวลาเจอปัญหาร้อยแปดพันเก้าก็ชอบจมกองทุกข์กะมันครับ เหมือนกับว่า พยายามจะคิดค้นหาทางออก จากมันให้ได้ แต่หารู้มั๊ยว่า มันยิ่งคิดยิ่งลึก เหมือนมอเตอร์ไซค์ไต่ถัง ที่มันวิ่งๆไปซักพัก มันก็จะกลับมาอยู่ที่จุดเดิม วนเวียนไม่หยุดเสียที แต่หารู้ไม่ว่า ถ้าเราลองอยู่นิ่งๆสักพัก หาอะไรทำ "ที่เราอยากทำ" เดี๋ยวปัญหาเหล่านั้น มันก็จะวิ่งผ่านเราไป เหมือนมอเตอร์ไซค์บนถนนที่วิ่งผ่านรถบรรทุก รถกระบะ นั่นแหละ
ทำในสิ่งที่อยากทำครับ แล้วทิ้งสิ่งที่จะติดต่อเราได้ เอาไว้ที่บ้าน เช่น โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ แล้วออกไปหาอะไรที่อยากทำ ดูหนัง ฟังเพลง กินเหล้า เตะบอล วิ่ง ให้พลังในร่างกาย ที่มันกระจุกอยู่ในอก มันออกไปแล่นข้างนอกบ้าง อย่าให้มันมาวนเวียนอยู่ในตัวเรามาก เราจะเหนื่อยโดยที่ไม่รู้ตัว แล้วพอเราเหนื่อยเราก็จะคิดอะไรไม่ออกนั่นแหละ
เพลง Buddha Bless เค้าว่าไว้ว่า "...ใจเย็นๆ..."
แล้วเรื่อง "ความรัก" หล่ะ ปัญหาหนักอกหนักใจชายหลายคน ((แน่นอนรวมถึงผู้หญิงบางคนด้วย)) ไม่กล้าเข้าไปบอเบอร์มั่งหล่ะ จีบไม่ติดบ้างหล่ะ จีบติดแล้วทะเลาะกันบ้างหล่ะ จะเลิกกันบ้างหล่ะ ดูจะเข้ามาวุ่นวายวนเวียนอยู่ตลอดเวลา
อย่างที่บอกเอาไว้แต่แรกสุดครับ ชีวิตเค้าไม่ใช่ของเรานะ อย่าเอามาผูกติดกับเราไว้สิครับ ผมไม่เคยคิดว่า การที่ ไปเดินห้างด้วยกัน ดูหนังด้วยกัน โทรศัพท์คุยกันทุกวัน ไปรับไปส่งที่บ้าน มันคือคนที่เราเรียกว่า "แฟน" หรอกนะ ผมว่าเรื่องพวกนั้น มันเป็นเพียงการแสดงออกอย่างหนึ่งที่เรียกว่า "สม่ำเสมอ" เท่านั้นเอง
แต่คนที่เราน่าจะเรียกว่า "แฟน" หรือ "คนรัก" เนี่ย ผมว่าน่าจะเป็นคนที่เข้าใจเรามากกว่านะ "เข้าใจ" แบบจริงๆอ่ะ แบบว่า เกิดโทรไปหาอยู่วันนึงแล้วเธอบอกว่า "...วันนี้ไม่คุยได้มั๊ย เหนื่อย..." วัยรุ่นชายไทยต้องยังไงครับ
"...แม่ง จะไปหาชายอื่นแน่เลย ไม่อยากคุยกะกู..."
ไอ้บ้า!!!!! ก็เค้าเหนื่อย มึงก็ต้องเข้าใจสิ ว่า เค้าเหนื่อย อยากพักผ่อน ชายไทยเรามันประเภท วัยรุ่นใจร้อนครับ อยากคุยวันนี้ต้องได้วันนี้ อยากเป็นแฟนวันนี้ต้องได้วันนี้ อยากได้คนนี้เป็นแฟน "ก็กูจะเอาคนนี้"
ถ้าจะเอาคนนี้ บอกว่าคนนี้ เนี่ยแหละ ใช่เลย แล้วถ้าเค้าไม่ใช่กับเราหล่ะครับ ผมว่ามันก็ไม่ได้นะ คือ มันต้องแบบ ใช่กับใช่ อ่ะ มาเจอกันมันถึงจะถูก ถ้าจะไปดื้อดึงเอามา มันก้ต้องยอมรับใน วรรณะ หรือ ตำแหน่งของตัวเองว่า มันจะต้องอยู่ต่ำกว่านะ แต่ถ้าเราลองทำตัวให้มีคุณค่าหล่ะ เหมือนตอนนี้ คุณเป็นบริษัท มือถือเนี่ย เอาเบอร์ไปไล่แจกชาวบ้านเค้า ไปแบกะดินขาย คนเค้าก็ไม่เชื่อใจสิครับ ดูน่ากลัวจะตาย แต่ถ้าลองยกระดับตัวเอง เป็น shop สิครับ ทำตัวให้ดูดี((ไม่ใช่เก๊กนะ อย่าเข้าใจผิด)) มีคุณค่า ให้เค้าหันมามองตัวคุณเอง ไม่ใช่ไปหักคอเค้าหันมาดู
อย่าใจร้อนครับ ของพวกนี้ มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ อย่างที่เค้าว่าไว้นั่นแหละ "ใจเย็นๆ" May 19 The Da Vinci Codeหลังจากดองไว้นาน จนโดนด่า เพราะนอกจากจะไม่อัพแล้ว ไอ้เรื่องเก่า ก็ยาว และ เครียดซะจนเวียนหัว
แต่วันนี้ไม่อัพไม่ได้จริงๆครับ เพราะเมื่อวานเพิ่งไปดูหนังเรื่องที่ เค้าบอกว่า อื้อฉาวมากในช่วงนี้ นั่นก็คือเรื่อง....
"หมากเตะ...โลกตะลึง"!!!!!
ไม่ใช่แระ เค้าโดนแบนไปแล้วโว้ย!!!! ((มุขนี้คุ้นๆมั๊ย เหมือนจะเคยใช้แล้ว ในเรื่องที่แล้วเลย))
จริงๆแล้วคือไปดูเรื่อง "The Da VinCi Code" มาแล้ววว หลังจากได้อ่านหนังสือเรื่องนี้ มาตั้งแต่มันยังไม่ดัง ((รู้สึกจะเอาออกมาขายครั้งแรกตอนงานสัปดาห์หนังสือตอน 2 ปีที่แล้ว)) จนมันดัง เพราะไปกระทบกระเทือน คริสตจักร จนเป็นข่าววุ่นวายใหญ่โต และยิ่งหนักเข้าไปอีกเมื่อเค้าประกาศว่าจะทำเป็นหนัง ก็ตั้งเป้ากับตัวเองว่า จะไปดูให้ได้
พักเรื่องนี้ไว้ก่อนครับ ขอเม้าท์หนังเรื่อง "หมากเตะ...โลกตะลึง" ก่อน
เพราะว่า นั่งแท๊กซี่ไปดู ดาวี่นชี่โค้ด เนี่ย แล้วลุงคนขับรถเค้าก็พูดถึงเรื่องรัฐบาล โน่นนี่ โยงไปโยงมา มาถึงวงการฟุตบอลไทย ((ยังไงว่ะ???))
หนังเรื่องนี้มีเรื่องอื้อฉาวเช่นกัน เพราะเค้าว่ากันว่า มันไปกระทบกระเทือนความสัมพันธ์ระหว่างไทย-ลาวที่เป็นพี่เป็นน้องกันมาแต่ไหนแต่ไร
ไปถามคนลาวเค้าคงตอบว่า "ใครอยากเป็นพี่เป็นน้องกับมึงอ่ะ?"
เค้าบอกว่ามันเป็นการดูถูกประเทศลาว ทีมฟุตบอลชาติลาวอย่างรุนแรง หนังแบบนี้ทำออกมาได้ยังไง
แล้วที่สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยออกมาให้สัมภาษณ์ว่า "มันเป็นไปได้ยังไง ประเทศลาวมาเสมอประเทศไทยแล้วได้ไปบอลโลก" ((ตามท้องเรื่องคือ ลาวได้ไปบอลโลก โดยที่มาเสมอไทยที่สนามราชมังคลาฯ)) มันไม่ได้ดูถูกพวกเค้าหรอครับ ฟุตบอลมันลูกกลมๆ จะออกมาเสมอ แพ้ชนะ มันก็เป็นไปได้ทั้งนั้น
อีกทั้งตามสถิติทีมฟุตบอลไทยก็เคยแพ้ลาวมาแล้วด้วยซ้ำ แชมป์โลกอย่างบราซิลยังแพ้ได้เลยครับ ภาษาอะไรกับทีมชาติไทย จะเสมอลาวไม่ได้!!!!!
และหนัง มันก็คือหนังครับ มันคือเรื่องที่แต่งขึ้น และหนังเรื่องนี้ผู้กำกับเค้าตั้งใจจะบอกพวกเราว่า
"...ถ้าวงการฟุตบอลไทยมันยังย่ำรอยตีนตัวเองอยู่กับที่แบบนี้ ทีมที่จะได้ไปบอลโลกมันคือ ลาวโว้ยยยย..."
กลับมาที่หนังเรื่อง ดาวินชี่โค้ด กันต่อ หลังจากนี้เราจะไปฟังเสียงรายงานแห้งจากข้างโรงหนังกันนะครับ ((อารมณ์เดียวกับรายงานสดจากข้างสนามบอล แต่อันนี้มันแห้ง เพราะมันไม่สดแล้ว))
อารมณ์ส่วนตัวที่อยากไปดูมาก เมื่อวานเลยโทรหาพี่บอลครับ หาแนวร่วม ว่าจะไปดูวันเสาร์ ไปๆมาๆ พี่บอลบอก เอาแม่งวันนี้แหละ รอบดึกๆ พร้อมน้องค่าย KM ร่วมก๊วนอีก 2 คน ที่ออน msn เจอกันพอดี ((ถือเป็นความซวย...ของพวกพี่ๆไป เพราะต้องเลี้ยงหนังมัน)) 4 ชีวิตครับ บุกเมเจอร์รัชโยธิน ที่ คนเรือนพัน รออยู่แล้ว แบบว่า คนเยอะมากกกกก วันนี้เค้าฉายหนังฟรีกันรึไงว่ะ?
ได้เวลา 20.30 ก็เข้าไปดูครับ จะเล่าโดยรวมๆล่ะกัน เผื่อใครยังไม่ได้ไปดูจะได้อ่านได้ด้วย
โดยรวมของหนังเรื่องนี้ ถือว่าทำออกมาได้ครบถ้วนกระบวนความที่หนังสืออยากจะถ่ายทอดออกมาให้เราได้อ่านกัน เรียกว่า เม็ดไหนสำคัญ ก็เก็บมาหมด เก็บได้เกือบทุกเม็ด ยกเว้นพวกทีเด็ดระดับกลาง ที่ต้องยอมปล่อยๆไปบ้าง ไม่งั้นหนังก็คง 3 ชั่วโมงครึ่งแน่ๆ เพราะเยอะเหลือเกิน
สำหรับคนที่เคยอ่านหนังสือ "รหัสลับดาวินชี่" มาแล้ว แนะนำว่า เวลาเข้าไปดู ในลืมภาพในหนังสือทั้งหมดทิ้งไป อย่าคิดภาพตามหนังสือ เพราะจะทำให้มึนหัวมากๆ แล้วจะงง เริ่มเบลอ และดูไม่รู้เรื่อง ให้ยึดเอาโครงเรื่องเอาไว้เฉยๆ แล้วเดินเข้าไปดูแบบอินตามหนังไป ก็เพียงพอ
ทีเด็ดของหนังเรื่องนี้จริงๆ เท่าที่สัมผัสได้คือ "ความเป็นศิลปะของหนัง" ((ความ Art อ่ะ)) ที่สิ่งอื่นๆไม่สามารถถ่ายทอดให้ได้ ไม่ว่าจะหนังสือ วิทยุ หรือ ละครทีวี คือ มุมกล้อง สีภาพ โทนของหนัง ต่างๆ มันนำพาให้เรารู้ได้ว่า เออ มันน่าติดตาม มันสวยงาม ((โดยเฉพาะ ฉากแรกของ พิพิธภัณฑ์ ลูฟร์ สวยมากๆ รวมไปถึงฉากสุดท้ายของหนังด้วย)) แล้วโทนสีก็บอกได้ว่า มันเป็นหนังแนว ลึกลับ สืบสวนสอบสวน คือสีหนังมันออกเทาๆน้ำตาลๆ หน่อย เรียกว่า ได้ใจมากๆ
และแน่นอน หลายฉากที่ เรานึกภาพตามไม่ออก ((ก็คนมันไม่เคยไปฝรั่งเศสนี่หว่า)) ไม่ว่าจะเป็น พิพิธภัณฑ์ โบสถ์ วิหารต่างๆ และที่สุดยอดที่สุดก็คือ พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ เนี่ยแหละ หนังก็ถ่ายทอดออกมาได้อย่างมีศิลปะ แล้วก็ ชวนให้อยากไปดูสถานที่จริง ซะมากๆ
แต่ก็ครับ หนังดีขนาดไหนมันก็ต้องมีที่ติกันบ้าง
ดูเหมือน จะพยายามเร่งในช่วงแรกซะมาก คือ จากฉากการตาย ไปจนถึงได้รหัสลิขิตเนี่ย วูบเดียวเอง อ่านหนังสือนี่ ปาไปครึ่งเล่มแล้ว แต่หนังใช้เวลาถ่ายทอดจริงๆเพียงราวๆ ไม่ถึง 1 ชั่วโมง แล้วไปยืดช่วงท้ายๆ ของเรื่อง ทำให้มันไม่ค่อยโดนเท่าไหร่ แต่ก็ครับ ในหนังสือมันต้องบรรยาย ทั้งปูมหลังตัวละครเอย สถานที่ต่างๆในหนังเอย ก็คงต้องยืด แต่ในหนังมันไม่ต้องบรรยาย ไง แบบว่าเห็นภาพอยู่แล้วนี่
โดยรวมผมถือว่า หนังเรื่องนี้ โอเคมาก ไม่ว่าคนที่เคยอ่านหนังสือมาแล้ว หรือคนที่ไม่เคยอ่านหนังสือมาก่อน จะสามารถดูหนังเรื่องนี้ให้เข้าใจได้ อาจจะมีสับสนไปบ้างว่า อะไรเป็นอะไร ในช่วงกลางๆ แต่จะสามารถเข้าใจได้ทั้งหมดในตอนสุดท้าย ((คนอ่านหนังสือมาก็เหอะ งงนิดๆแหละ))
ให้คะแนน 9/10 ครับ คุ้มค่าการรอคอยมากๆ
แต่มีอย่างนึงครับ ติดใจมาก แต่ก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้ อยากให้เพื่อนๆช่วยกันแสดงความคิดเห็นหน่อย
"...ใครสังเกตบ้างว่า จริงๆแล้ว ทอมแฮงค์ในหนังเรื่องนี้ เหมือนพี่ป้าง((นครินทร์ กิ่งศักดิ์))ไว้ผมยาวเลยหว่ะ..."
ปล.1 ขอขอบคุณเพื่อนร่วมก๊วนคึกในครั้งนี้ครับ พี่บอล น้องหลิว และ นามิ ((2 สาวคนหลัง ตกมาจากค่าย KM))
ปล.2 ช่วงนี้ชีวิตอยู่ในสภาวะจิตตก ต้องการหาคนปลอบใจ นะคับ ^^ May 02 โอเนต-โอ้เด็ด เอเนต-แม่เ-ดวันนี้เรื่องราวอาจจะหนัก และ อาจทำให้หลายคนที่อ่านปวดหัวนิดหน่อย ก็อย่าว่ากันนะครับ
จะมองเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสังคมเราตอนนี้ ในมุมมองของ รุ่นพี่ , ผู้ผ่านประสบการณ์ , ว่าที่ วิศวฯคอมฯ และ มุมมองของตัวเราเอง กับเรื่องที่เกิดขึ้น จนถึงขณะที่เขียนนี่ ก็ไม่มีทีท่าว่าจะยุติลง
ปัญหาที่เกิดขึ้นและเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนัก เรียกว่า ตีคู่กันมากับเรื่องการเมืองในช่วงนี้เลยก็คือ.....
"ปัญหาท้องก่อนแต่ง" ใช่แล้วครับ เว่ย!!!!! ไม่ใช่แล้ว มันก็คือ.....
"ปัญหาเรื่องการสอบแอดมิชชั่น" นั่นเองครับ เพราะมันเกี่ยวโยงกันถึงอนาคตของชาติ อย่างน้องๆม. 6 ที่กำลังจะก้าวเข้าสู้รั้วมหาลัยฯ เนื่องจากคะแนนสอบออกมามีทั้ง ได้ 0 ได้มากเกินกว่าที่กำหนด ได้น้อยเกินไป ((อันนี้จริงๆเด็กอาจจะโง่เอง แต่พอเห็นเค้าประท้วงๆกัน เลยมั่วนิ่มไปกับเค้าด้วย ทั้งๆที่คะแนนของตัวเองจริงๆ ก็ได้แค่นั้นแหละ))
ย่อหน้านี้ สำหรับคนที่เข้าใจระแบบแอดมิชชั่นแล้ว ขอให้ข้ามไปเลย เพราะจะขออธิบายระบบนี้ให้กับบรรดารุ่นพี่ ที่ไม่ค่อยจะเข้าใจในระบบอันบ้าบิ่นนี่ ได้เข้าใจก่อน ((ตามที่เราเข้าใจ จะได้เข้าใจเหมือนกัน จะได้ด่าได้ ไม่งั้น ด่าแล้วไม่มันส์ เพราะด่าแล้วเดี๋ยวจะกลายเป็นตัวเองโง่ เพราะเข้าใจระบบผิด))
ระบบ เอนทรานซ์ - การสอบเอนทรานซ์ จะสอบ 2 ครั้ง แล้วเอาคะแนนครั้งที่ดีที่สุดในแต่ละรายวิชามารวมเป็นคะแนนดิบ แล้วบวก GPA PR เข้าไป ตามที่เค้าคำนวณมา เอาคะแนนทั้งหมดที่ได้มาเทียบ ว่าเข้ามหาลัยไหนได้บ้าง คณะอะไร ใช่อย่างที่อยากได้รึเปล่า เทียบๆกันเสร็จปุ๊บ ก็ไปยื่นใบสมัครต่อส่วนกลาง แล้วก็รอลุ้นผลการจัดอันดับ นักกอล์ฟทำเงินรางวัลสูงสุด....... ไม่ใช่ๆ ก็รอการจัดอันดับ ว่าจะเข้าคณะไหน มหาลัยอะไรได้ แล้วก็เข้าไปสอบ
ระบบ แอดมิชชั่น - มันก็คือการสอบเอนทรานซ์ แบบหนึ่งนั่นแหละ เพียงแต่ว่า ในเมื่อมันมีการเปลี่ยนระบบ มันก็ต้องมีการเปลี่ยนชื่อกันบ้าง เหมือนอกหักต้องตัดผม ไม่รู้ทำไม โดยที่ น้องๆจะต้องสอบ โอ-เนต((ย่อมาจากโอ้-เด็ด เป็นเสียงที่น้องๆตะโดนตอนออกมาจากห้องสอบเพราะง่ายมาก)) กับ เอ-เนต((ย่อมาจาก แม่เ-ด เป็นเสียงที่น้องๆตะโดนตอนออกจากห้องสอบเหมือนกัน เพราะยากเว่อร์ - จริงๆแล้วมาจาก Advance ครับ ส่วนโอ ไม่รู้จริงๆ)) แล้วก็สอบวิชาเฉพาะ เช่น เราอยากเข้าวิศวฯ ก็ต้องไปสอบวิชา พื้นฐานวิศวฯ อยากเข้าครู ก็ไปวัดแหววความเป็นครู ประมาณนี้ ((นี่คือเข้าใจแบบนี้นะ โปรดอย่าหลงเชื่อ))
หลังจากนั้น ก็นำคะแนนที่ได้ ไปส่งสมัครกันเหมือนเดิม แต่คราวนี้เค้าเปลี่ยนเป็นว่า สมัครได้มากถึง 4 อันดับเลยทีเดียว!!!!!!! มึงจะตื่นเต้นทำไม มันก็เท่าเดิม
ปัญหาที่เกิดขึ้นในตอนนี้ก้คือ การประกาศผลคะแนนจาก สทส. อะไรเนี่ย มันผิดพลาดมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ.... ((เติมต่อกันเอง เพราะยาว)) เพราะอย่างที่บอกไปบางคนได้ 0 บางคนได้น้อย ได้มากไป
แล้วปัญหาที่เกิดขึ้น เกิดจากอะไรหล่ะ? ทำไมถึงต้องมี "เครือข่ายพ่อแม่และผู้ปกครอง เพื่อประชาธิปไตย" ออกมาเรียกร้องสิทธิเพื่อลูกๆ แล้วก็เรียกร้องให้เปลี่ยนกลับไปใช้ระบบเอนทรานซ์แบบเดิมดีแล้ว มากมายก่ายกอง จนนับข้อเรียกร้องไม่ไหว ท่าน สทส. ก็เลยปัดเป็นความรับผิดชอบของนายกฯ ว่า มีอะไรไปส่งจดหมายร้องเรียนถึงท่านเองเลยนะ แล้วท่านฯ((หน้าเหลี่ยม)) ก็ปัดเป็นหน้าที่ของรักษาการณ์นายก ด้วยการ บินไปเมืองนอกซะเลย - เข้าใจโยนขี้นะครับ ท่านๆทั้งหลาย
แต่ผมถามท่าน "เครือข่ายพ่อแม่และผู้ปกครอง เพื่อประชาธิปไตย" หน่อยว่า อยากถอยหลังเข้าคลองกันหรือครับ? เค้าปรับเปลี่ยนเรพาะต้องเห็นว่ามันดี ก็เลยเปลี่ยน มีผีบ้าที่ไหนเค้าจะเปลี่ยนเพราะเห็นว่า...
"...เออ แม่งยุคหินดีหว่ะ เอาแบบนี้แหละ..."
มีหรอครับ?
ถ้าเปลี่ยนมันต้องมีอะไรดีแน่นอน และผมก็เห็นด้วยว่าระบบนี้มันดีจริงๆ มีมาตรฐานที่แน่นอน ถึง 2 ชั้น เหมือนผ้าอนามัย ที่มีแผ่นกันเปื้อนไม่ไหลย้อนกลับ ถึง 2 ชั้นนั่นแหละ เยี่ยมๆๆๆ
แต่ว่า....
จะเอาคะนน GPA+PR มามีผลหาพระแสงอะไรตั้ง 30 เปอร์เซ็นต์ครับ ((รู้สึกจะเพิ่มขึ้นทุกปี ปีละ 10 เปอร์เซ็นต์ด้วย)) ท่านๆคงลืมนึกไปว่า มาตรฐานการศึกษา และการให้เกรดในโรงเรียนระดับม.ปลาย มันห่วยบัดซบ ยิ่งกว่าการเลือกตั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมาเสียอีก!!!!! เด็กคนไหนไม่ตั้งใจเรียน แต่ไปหาอาจารย์บ่อย เอาจิตพิสัยไปเต็ม เกรดกลายเป็น 4 เด็กคนนี้เรียนเก่ง แต่ไม่ค่อยหาซื้อขนมมาให้อาจารย์ เอาไปแค่ 3 พอ มีกันแบบนี้จริงๆครับพี่น้อง เล่นเส้น เล่นสายกันตั้งแต่เด็กๆ ไม่ต้องแปลกใจหรอก ที่พ่อมันโกงได้ถึง 7 หมื่นล้านหน่ะ!!!!!
เอาหล่ะครับ มาว่ากันต่อที่เรื่องระบบ ถ้าตัดเรื่องมาตรฐานการให้เกรดทิ้งไป มาตรฐานการศึกษาของเด็กไทยก็ยังไม่ดีพอ ที่จะโดนกรองถึง 2 ชั้นหรอกครับ แค่ชั้นเดียวก็ร่อแร่แล้ว ดูอย่างเอนทรานซ์นั่นสิ ซิ่วกันบานเบอะ เพราะอะไรหล่ะ สอบฟลุ๊คเข้าไปได้ แต่พอเรียนจริงไม่ไหว ก็ซิ่วสิครับ พี่น้อง!!!!
นั่นคือประเด็นที่หนึ่ง ฟันธงว่า ระบบนี้ดี แต่ยังเร็วเกินไป สำหรับเด็กไทย
อ่า ไม่เป็นไรครับ ในเมื่อมันใช้ปีนี้ไปแล้ว ก็แถๆ ใช้ไปก่อน ไม่เป็นไรครับ ถือว่าเป็นรุ่นลองของไปก่อน มันต้องลองใช้ ไม่ลองไม่รู้อยู่แล้ว เนี่ยแหละ ประเทศไทยก็โอเคครับ เพื่อให้เกิดการเดินหน้ามันต้องลองแหละ ถูกแล้ว
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับไม่เป็นเช่นนั้นครับ มันกลับมีปัญหารอบสอง ถาโถมเข้ามาดั่ง สึนามิ เรียกว่าเอาซะอ่วมเลยทีเดียวนั่นก็คือ "ระบบการตรวจนับคะแนน และประกาศคะแนนที่ห่วยแตกของ สทส." อันนี้ขอสวมบทเป็นวิศวฯคอมฯ อย่างเต็มตัวนะครับ และจะขออธิบายอย่างง่ายที่สุด เพื่อให้ทุกๆท่านได้เข้าใจกัน
แน่นอนครับ การตรวจนับคะแนน และการเก็บข้อมูลรวมไปถึง การประกาศคะแนน ทั้งหมด ใช้ระบบคอมพิวเตอร์เป็นตัวจัดการทั้งหมด และเป็นปกติว่า จะต้องมีการเขียนโปรแกรมขึ้นมาใหม่ เพื่อรองรับ การทำงานในลักษณะนี้โดยเฉพาะ ((เพราะคงไม่มีใครบ้าเอาโปรแกรมตรวจข้อสอบเอนทรานซ์มาวางขายตามท้องตลาดแน่ๆ)) และอย่างที่รู้ครับ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ต่อหนึ่งโปรแกรม ราคาค่างวดในการซื้อขายกัน โปรเจคไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้านบาท และยิ่งเป็นโปรแกรมขนาดใหญ่ ต้องรองรับข้อมูลมากขนาดนี้ แน่นอน ผมว่าน่าจะถึงหลัก ร้อยล้าน หรือพันล้าน ด้วยซ้ำ
แต่จะบอกว่า จริงๆแล้ว โปรแกรมคอมพิวเตอร์จริงๆ ต้นทุนมันน้อยมากครับ เพราะส่วนใหญ่นักพัฒนา ก็จะนั่งจิ้มๆอยู่หน้าจอคอมพ์นั่นแหละ ไม่ได้ไปไหน ไม่ต้องเสียตังค์ซื้ออุปกรณ์อะไร หรือเสียเงินก็น้อยมาก เมื่อเทียบกับราคาโครงการ ส่วนใหญ่จะคิดแพงเพราะสาขานี้มันจบยาก เท่านั้นแหละ
ทำให้ แน่นอน "เค้า"ก็ต้องหา"คนของเค้า"มารับโครงการโปรแกรมนี้ไป แล้วก็ไปจ้างพวกขี้หมู ขี้หมามาเขียน แล้วก็เอาคนสนิทเป็นคนชั้นสูงบอก ว่า "อ่อ เราเป็นคนเขียนโปรแกรมนี้เองครับ"เพื่อให้ดูน่าเชื่อถือ แต่ฟันเรียบไปแล้วครับ เงินร่วมร้อยล้านพันล้าน เข้ากระเป๋าไปเรียบร้อย เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการ กะว่าตอนประกาศคะแนนก็ขำๆ เพราะโปรแกรมก็มีแล้ว เงินก็มีแล้ว ประกาศเสร็จก็หนีเที่ยวสบายแฮ
ปรากฎว่ามันพลาดครับ โปรแกรมที่ว่าจะดี มันกลับเกิดข้อผิดพลาดมากมาย อันแรกก่อน
1."โปรแกรมแสดงผลคะแนนได้ไม่ถูกต้อง หรือแสดงผลเป็น 0" อันนี้ชัดเจนครับว่า ผู้เขียนโปรแกรมวางแผนในการคำนวณของโปรแกรม หรือที่เรียกว่า "อัลกอริธึม" (Algorithm) ผิดพลาด เพราะเท่าที่ฟังจากข่าวคือ
ใส่รหัสประชาชน ใส่รหัสนักศึกษา คะแนนออกมาผิด
ใส่รหัสประชาชน ใส่รหัสนักศึกษาเป็น 0 หมด คะแนนออกมาถูก
ขนาดคุณให้ใส่รหัสถึง 2 ชั้นเพื่อดูคะแนน ยังระบุคะแนนออกมาผิดได้ ทำได้ยังไงว่ะ?
2. "การประกาศคะแนนมีปัญหา ผิดแบบเป็นแถบๆ" เช่น คะแนนวิชาสังคมทั้งแถบ คะแนนคณิตศาสตร์ทั้งแถบ ผลมาจาก ระบบฐานข้อมูล หรือที่เรียกว่า "ดาต้าเบส" (Database) ผิดพลาด ให้นึกถึงภาพตารางใน Excel แล้วกรอกคะแนน ช่องแรกเป้นชื่อนักเรียน แล้วช่องต่อๆมา ก็จะเป็นคะแนนในรายวิชาต่างๆ เพราะฉะนั้น เวลาอัพเดทข้อมูล ก็จะแก้ทั้งคอลัมน์ ((แก้ข้อมูลเป็นแนวตั้ง)) ซึ่งทำให้เกิดปัญหาที่ว่า แก้คะแนนวิชาที่ 12 แต่คะแนนวิชา 13 กับ 14 ผิดไปด้วย เพราะเหตุนี้แหละครับ
เนี่ยแหละครับ "ความชุ่ย" ของผู้ใหญ่ ที่ก่อปัญหาให้เด็ก เอาแต่หน้าเงิน อยากได้ผลงาน แล้วเป็นยังไงครับ เด็กกว่าสองแสนคนทั่วประเทศต้องซวยเพราะยังไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไงต่อไป คะแนนที่กูได้มามันเป็นคะแนนที่ถูกต้องรึยัง หรือว่าต้องไปส่งแก้กันที่ไหนอีก
ยังไม่รู้ว่าเรื่องนี้จะจบลงแบบไหน และ น้องๆจะเป็นยังไง ตอนนี้ขอให้พี่ๆ เพื่อนๆ ทุกคน ให้กำลังใจน้องๆ และ เพื่อนๆ ที่ยังมีปัญหาอยู่ ให้ผ่านมันไปให้ได้แล้วกันนะครับ แล้วก็หวังว่า ปีต่อๆไป มันคงไม่เป็นแบบนี้อีกนะ
ปล.1 ขอบคุณ น้องแนน สำหรับข้อมูลเรื่องการสอบแอดมิชชั่น
ปล.2 ขอบคุณทุกท่านที่อดทนอ่านจนจบ เพราะยาวเหลือเกิน -*-
|
|
|