GaBBy's profileGiGaBBiO EnTaNiA#14PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
April 26 คำพูดของคนนับวันคนเราจะสนทนากันมากขึ้นๆ ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยเวลาพบหน้ากัน พูดคุยกันทางโทรศัพท์ พูดคุยกันทาง MSN(หรือพิมพ์ ตามแต่คุณจะคิด) หรือ กระทั่ง การพูดคุยกันทางงานเขียน ที่ผมกำลังทำอยู่นั่นเอง
บทสนทนาในหลายๆครั้ง กับหลากหลายบุคคล ทำให้ผมรู้สึกว่า คนเรานี่ก็ประหลาด บางครั้งก็เป็นคำที่พลั้งเผลอหลุดออกมา บางครั้งก็เป็นคำติดปากที่พยายามจะไม่พูด สุดท้ายก็หลุดออกมาอยู่ดี หรือบางครั้งก็ไม่ได้ตั้งใจ แต่ก็พูดออกมาด้วยความเคยชิน ซึ่งจริงๆแล้ว มันจะธรรมดามาก ถ้าคุณปล่อยให้พวกมันลอยผ่านไปโดยไม่คิดอะไร แต่ถ้าคุณลองสังเกตพวกมันดูจะพบ ว่า คนเราสื่อสารอะไรกันแปลกๆ นะครับ
ผมตั้งข้อสังเกตกับคำพูดของคนได้อยู่หลายประการ แล้วแต่ว่าพวกคุรจะเอาไปใช้กันรึเปล่านะ แต่ผมว่า ได้สังเกตอะไรแบบนี้แล้วมันก็สนุกดีนะ เป็นความสุขแบบที่แลกมาด้วยเงินเพียงน้อยนิดเท่านั้นเอง หรือบางทีอาจจะไม่เสียเลยก็ได้
"เฮ้ย จิงหรอ" - คำนี้จะได้ยินบ่อยเวลาเราไปบอกข่าวอะไรใหม่ๆ หรือว่า พูดถึงอะไรแปลกๆครับ ทำไมต้องถามเรากลับแบบนี้ด้วย เพราะปกติเราโกหกเขามาตลอดเวลาเลยหรอ? แบบว่าครั้งนี้กำลังจะพูดจริงเป็นครั้งแรกในรอบอายุของพวกเรา เลยต้องถามย้ำว่า "จิงๆหรอ"
แต่หลายคนก็บอกว่า ถามย้ำเพื่อความแน่ใจไง ว่า มันจริงๆใช่มั๊ย แต่ผมว่า ทุกครั้งที่เราพูดอะไรแปลกๆใหม่ๆ เนี่ย มันคงต้องมีข้อมูล หรือได้เจอสิ่งนั้นมาจริงๆ แล้วค่อยพูด จริงมั๊ยครับ แล้วจะมาย้ำทำไม หูหนวก?
หรือเพราะว่าคนไทยปกติเราติดการโกหก หรือว่า การหลอกลวงอยู่เป็นนิจ อยู่แล้ว เลยกลายเป็นโรคติดต่อ ลุกลามไปหาทุกๆคน ทำให้เวลาเราพูดอะไร เขาก็เลยต้องถามกลับมาว่า "จริงป่าวเนี่ย" หรือว่าเราจะติดโรคติดต่อมาจากคนหน้าเหลี่ยมบางคน?
"..........................." - ไม่ใช่ความเงียบนะครับ เพราะคนเราพูดความเงียบไม่ได้ แต่ที่ผมจะบอกคือ คำพูดติดปากของแต่ละคนครับ เป็นคำพูดที่คุ้นชินกับปาก พูดบ่อยซะจนออกตลกซะด้วยซ้ำ อันนี้ขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพครับ(ขออนุญาตผู้ที่กำลังจะโดนกล่าวหาในบทความนี้ไว้ ณ ที่นี้ครับ)
"พอหยุด" - อันนี้เป็นคำพูดจากสาวนางหนึ่ง มักจะพูดเวลาเราจะพูดอะไรเสี่ยวๆ รู้สึกแปลกๆในคำพูดมั๊ยครับ?
พอแล้วทำไมต้องหยุดอีกหล่ะ "พอเลยๆ" แบบนี้ได้มั๊ย หรือว่า "หยุด" เฉยๆก็ได้ ทำไมต้อง "พอหยุด" อันนี้ก็ถามเหตุผลอยู่หลายทีครับ แต่เธอก็ไม่สามารถบอกได้ว่า ทำไมต้องพูดแบบนี้ มันติดปาก
และยังอีกมากมายหลายคำ ของอีกหลายคน ที่มักจะติดปาก ลองไปสังเกตคนใกล้ตัวท่านดูครับ มันสนุกดี แล้วพยายามหยุด หรือแซว เขาหรือเธอ เวลาพูด มันจะสนุกมากขึ้น ถ้าเขาหลุดออกมาอีก แล้วเราก็ย้ำไปเรื่อยๆ จนพอเค้าพูดออกมาแล้วเค้าจะอายไปเอง สนุกมากๆๆ อยากให้ไปลองกัน สนุกกว่าไปขึ้นรถไฟเหาะที่สวนสยามอีกครับ
"ไอ้ชาติหมา" - คำนี้อาจจะเป็นคำด่าที่ดูเก่าแก่ไปหน่อย แต่ก็เชื่อว่าบางคนยังใช้กันอยู่ เคยสงสัยมั๊ยครับว่า ถ้าหมามันได้ยินคำนี้แล้วมันแปลออกเนี่ย มันจะเจ็บใจมั๊ย
"...ทำไมว่ะ ฮ่ง เกิดมาเป็นหมาอย่างกูต้องโดนเอาเปรียบเทียบด้วย ฮ่ง รู้งี้เกิดเป็นแมวดีกว่า ฮ่ง..."
คิดดูครับ นี่ด่ามันทั้งชาติเลยนะ ไม่ได้ด่าแบบเฉพาะเจาะจง หมายถึงหมาทุกตัวโดนหมด ย่ำแย่นะครับเนี่ย เพราะฉะนั้น บรรดาคนรักหมาทั้งหลาย จะด่าคำนี้ไม่ได้นะครับ เพราะมันจะไปกระทบกระทั่งถูกหมาอันเป็นที่รักของคุณด้วย
หรือคิดในทางกลับกัน ถ้าหมามันพูดกันรู้เรื่อง หรือไอ้ที่มันเห่ากัน ฮ่งๆๆ มันเป็นภาษาที่มันคุยกัน อย่างที่เราๆคุยกัน ระหว่างที่กำลังเห่ากันอย่างเผ็ดร้อน หมา A ก็เลยด่าหมา B ว่า
"...ไอ้ชาติคน..."
หมาB จะรู้สึกยังไงครับ มันจะเจ็บใจเหมือนที่เราเจ็บใจเวลาโดนด่าชาติหมารึเปล่า? หรือว่า มันอาจเป็นคำที่ใช้เทิดทูน ในบรรดาเหล่าหมาทั้งหลายว่า หมาตัวนี้ เป็นหมาสูงศักดิ์ สามารถกระเถิบยศศักดิ์ตัวเองให้เป็นคนได้ โดยไม่มีข้อโต้แย้ง
หรือหมาที่โดนด่าเหล่านั้น อาจจะต้องไปฆ่าตัวตายเลยก็ได้ เพราะคนมันชอบโกหก
อีกหน่อยหมาคงต้องเห่าตอบไปว่า "จิงหรอว่ะ"
นั่นเป็นบางส่วนจากข้อสังเกตอันหลากหลายของผม ซึ่งจริงๆแล้ว มันก็อาจจะมีอีกหลายคำ ที่มันรู้สึกขัดใจ แต่ว่า ยังไม่สามารถหาคำอธิบายได้ ว่ามันขัดใจอย่างไร คงต้องค้นหากันต่อไป
แล้วพวกคุณหล่ะ มีบ้างหรือเปล่าครับ "คำพูดของคน" ที่มันข่วนๆใจว่ามันแปลก แต่ไม่สามารถหาคำอธิบายได้ ลองสังเกตกันดูนะ April 20 เฝ้ารอ...เฝ้าคอยหลากหลาย อารมณ์ของมนุษย์บนโลกนี้ หลายอย่างไม่สามารถหาคำอธิบายได้ แต่ในทางกลับกันอีกหลายๆอย่าง กลับหาคำอธิบายได้อย่างง่ายดาย
"อารมณ์แห่งการรอคอย" เป็นอีกอารมณ์หนึ่ง ที่มักจะมีอารมณ์เล็กอารมณ์น้อย แฝงเอาไว้เสมอ
ถ้าจะอธิบายให้เป็นไปตามหลักคณิตศาสตร์ "อารมณ์แห่งการรอคอย" ก็จะเป็นเซตใหญ่ ที่มีสับเซตย่อยๆ เป็นอารมณ์ต่างๆของมนุษย์
ถ้าจะอธิบายให้เด็กๆฟังก็ต้องบอกว่า "อารมณ์แห่งการรอคอย" เปรียบเสมือน ถุงขนม แล้วมีอารมณ์ย่อยๆเป็น ลูกกวาด ที่มีหลากรสเลยทีเดียว ทั้งหวาน เปรี้ยว ขม เผ็ด หรือบางครั้ง เจ้าลูกกวาดนั่น กลับมีหนามแหลม ออกมาทิ่มปากเราซะอีก แต่ก็อีกนั่นแหละ บางครั้งๆ อมๆไปเราอาจจะพบกับของขวัญที่ซ่อนอยู่ในลูกกวาดก็เป็นได้
ใช่ครับ ผมกำลังจะบอกว่า "อารมณ์แห่งการรอคอย" เนี่ยแหละ ที่ครอบครองชีวิตมนุษย์บนโลกใบกลมๆนี้ไว้
หลายคนคงเกิดอารมณ์ขวางหูขวางตากับสิ่งที่ผมพูด และกำลังรอผมอธิบายต่อไปใช่มั๊ย
.
..
...
....
....
.....
......
.......
.......
.......
.......
.......
.......
.......
.......
.......
.......
.......
.......
.......
.......
นั่นไง คุณหลงกลผมแล้ว คุณกำลัง "รอ" ผมอธิบายใช่มั๊ย
ใช่ครับ ทุกวันนี้ เรารออะไรหลายอย่าง เอาที่ใกล้ๆตัวหน่อย คุณต้องรอต่ออินเตอร์เนตเข้ามาอ่านบทความของผมใช่หรือไม่? , คุณต้องรอรถเมล์ในการเดินทางไปไหนต่อไหนใช่หรือไม่? , คุณต้องรอคอยการเดินทาง ก่อนจะไปถึงที่หมายใช่หรือไม่? , คุณต้องรอเข้าคิวต่อแถวซื้ออาหารใช่หรือไม่?
แต่เหล่านี้ไม่ใช่ประสงค์ที่ผมจะเล่าให้คุณฟังคราวนี้หรอก
มันคือ "อารมณ์แห่งการรอคอย" กับเรื่องราวของ "ความรัก" มากกว่า
ใช่ครับ ชายหนุ่มหลายคนคง เคยประสบพบเจอกับอารมณ์นี้ และ แน่นอน หลายคนก็กำลังเผชิญกับมันอยู่ และอีกหลายคน หลุดพ้น มันไปแล้ว คงไม่ต้องพูดถึงฝั่งหญิงสาว ที่ มีทุกรูปแบบเช่นกัน แน่นอน
คงพูดได้เพียงอารมณ์ของหนุ่มๆนะครับ เพราะผมก็ไม่เคยเป็นสาวๆไปรอใครเค้าเหมือนกัน
ท่านชายหลายคน คงผ่านการอดทนและเฝ้ารอ หัวใจของสาวๆหลายๆคน ที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ใช่ครับ อย่างที่ผมพูดไว้ตอนแรก บางครั้ง "อารมณ์แห่งการรอคอย" มันก็มีหลากหลายรสชาติ ในขณะที่เรารอคอยอะไรบางอย่าง เราย่อมจะพบหลากหลายอารมณ์ ทั้ง รอแล้วมีความเศร้า รอแล้วมีความสุข รอแล้วมีความหวัง รอแล้วมีความทุกข์
ทั้งหลายทั้งปวง มันเกิดขึ้นจากการรอคอยทั้งนั้นแหละครับ
ถ้าคุณรอคอยแบบคิดไปเอง คุณก็จะมีความสุข กับการรอคอย เพียงแต่ คุณอาจจะต้องอมทุกข์ในตอนสุดท้าย ที่เจ้าหล่อนเปิดเผยความจริงว่าคุณไม่อยู่ในสายตา
เช่นเดียวกัน ถ้าคุณรอคอยแบบไม่หวังอะไร คุณก็อาจจะอมลูกอมที่ขมๆ ไปตลอดการรอคอย แต่ปรากฏว่า ข้างในอันแน่นไปด้วยน้ำตาล หวานฉ่ำ แบบไม่เคยรู้สึกมาก่อนก็เป็นได้นะ
แต่ที่จะบอกจริงๆในวันนี้คือ พวกเหล่าชายไทยทุกคนไม่รู้หรอกครับว่า กว่าไอ้ความขมในความหวาน หรือความหวานในความขม มันจะโผล่มาหน่ะ มันจะออกมาเมื่อใด
จนทำให้หลายๆคน รีบคายมันทิ้งซะก่อน ทั้งๆที่หารู้ไม่ว่า ไอ้ลูกอมนั้นมันหวานสิ้นดี เพียงแต่ความหวาน มันต้องอมต่อไปอีกนิดเดียว แต่ก็คายทิ้งไปแล้วนี่นา
ใครจะไปรู้ครับ เกิดกำลังฝันหวานอยู่นั้น เธอโทรมาแล้วบอกว่า
"...นี่แก ชั้นมีแฟนแล้วหล่ะ เค้าหล่อมากเลย นิสัยดีด้วย ดีใจกับฉันหน่อยสิว่ะ..."
อือหือ ลูกอมรสกาแฟชัดๆ
หรือในสถานการณ์ที่ว่า
คุณเป็นผู้ชายธรรมดา ไม่ได้มีอะไรโดดเด่น ไปชอบหญิงผู้เลอศักดิ์ หน้าตาดี สวยใส หรือ "ขาว หมวย สวย...." อย่างที่ชายหนุ่มทุกๆคนหมายปอง แน่นอน คุณย่อมต้องอม "ลูกขม" ไปตลอด แต่เกิดวันนึง สาวนางนั้นเดินมาหาคุณแล้วบอกว่า
"...โทรไปหาเราหน่อยดิ ไม่รู้จะคุยกับใครหว่ะ..."
อ่าว หวานขึ้นมาซะอย่างนั้น
ใช่ครับ เราไม่สามารถล่วงรู้ได้เลยว่า การรอคอยนั้น จะเปลี่ยนจาก หวานเป็นขม หรือขมเป็นหวาน เมื่อไหร่ หรือกระทั่งเปลี่ยนไปแล้ว มันจะเปลี่ยนกลับไปเป็นเหมือนเดิมอีกรอบหรือเปล่า
แต่จะอยากให้พวกคุณๆที่เข้ามาอ่าน โดยเฉพาะสาวๆ ได้ลองคิดดูอะไรนิดนึงครับ...
พวกคุณลองเปรียบเทียบกันดูนะ ระหว่าง ไฟแดงที่ไม่มีเลขนับถอยหลัง หรือไฟแดงในอดีต กับ ไปติดไฟแดง ที่มีเลขนับถอยหลัง หรือไฟแดงสมัยใหม่นั่นเอง
สองสิ่งนี้ อันไหนทำให้คุณ สบายใจมากกว่ากันครับ?
เชื่อว่าทุกคนตอบได้เหมือนกันว่า อันหลัง เพราะอะไรครับ?
เพราะคุณรู้เวลาที่จะต้องรอ ว่าต้องรอถึงเมื่อไหร่ใช่มั๊ย ถึงจะมีสิทธิ์เหยียบคันเร่งให้แบนอีกครั้ง
ใช่แล้วครับ สาวๆ ทั้งหลาย บางทีการที่ชายหนุ่ม รออะไรแบบมีช่วงเวลาแห่งการรอคอย มันทำให้ชายหนุ่มอยากพวกเรามีความสุขนะครับ
ขนาดไฟเขียวไฟแดง ยังมีเวลาให้รอเลย...
ช่วยจำกัดเวลารอให้ผู้ชายบ้างก็ดีนะครับ...
April 15 ฝึกงานๆๆๆๆหลังจากห่างหายจากการอัพ spaces ไปนาน ทั้งๆที่ตัวเองก็ออน msn เกือบทุกวัน แต่ไม่ได้เข้ามาเขียนอะไรผ่านหน้าจอให้เพื่อนๆได้อ่านกันเลย เหตุก็เพราะ ตอนนี้เป็น นักศึกษาฝึกงาน อยู่ที่ บริษัท ทศท คอปอเรชั่น จำกัด((เขียนชื่อภาษาไทยแบบนี้จริงๆนะ แบบว่า ลอกอังกฤษมาทั้งดุ้นเลย)) มันก็เลยมีเวลามานั่งทำอะไรนานๆแบบนั่งเขียน spaces นั่นเอง และขณะนี้ ก็กำลังเริ่มทยอยเคลียร์ของในห้องทิ้ง แล้วก็จัดของที่ยกกลับมาจากหอ ตั้งแต่ปิดเทอมใหม่ๆ จนตอนนี้ล่วงเลยมาเกือบครึ่งนึงแล้ว ก็เพิ่งจะได้เก็บของ
ไปฝึกงานมา ก็ได้อะไรหลายๆอย่างกลับมาเล่าให้เพื่อนๆฟังด้วย คงต้องบอกก่อนว่า ไปทำงานนี่ ไปทำโปรแกรมให้เค้าอ่ะ เป็นโปรแกรม car control ((ชื่อหรูมะ)) ของภายในบริษัท ทศท เอง คือ โปรแกรมที่ใช้ ตรวจเช๊คว่ารถงานของบริษัท
เข้า-ออกงาน กี่โมงๆ ((ถ้านึกออกมันก็คือ โปรแกรมที่อยู่ตามห้างเทสโก้-โลตัส เวลาเราขับรถเข้าออก เค้าจะให้การ์ดเรามา ซึ่งจะไม่มีแถบแม่เหล็ก หรือ ชิพอะไรเลย แต่มันกลับรู้เวลาเข้าออกของรถเราได้ งงมั๊ยหล่ะ))
เราเรียกมันว่า RFID ครับ เป็นวงจรทางไฟฟ้าชนิดหนึ่งที่จะบันทึกข้อมูล และลบข้อมูลในตัวมันได้
สนุกดีอ่ะ ได้ทำโปรแกรมแบบที่ นำไปใช้งานจริง แล้วมันก็รู้สึกดี รู้สึกว่าตัวเองเป็นวิศวฯ มากขึ้นทุกวันๆ นะ
แต่อยากจะบอกว่า เดินทางเหนื่อยๆมากๆ ที่ฝึกงานมันอยู่ตรง ตัวเมืองปทุมธานี หลายคนคงทักท้วงว่า อ้าว มหาลัยธรรมศาสตร์ มันก็อยู่ ปทุมธานีไม่ใช่หรอ แล้วทำไมถึงบอกว่าไกล
จะบอกว่า ธรรมศาสตร์ มันเป็นบ้านนอกของปทุมธานีอ่ะ แล้วนี่คือ ฝึกงานในตัวเมืองปทุมธานี มันก็คนละโยชน์กันอ่ะ
แล้วจากบ้านเรา มีทางไปทางเดียวคือ นั่งรถเมล์เอกชน ((ไม่มีเลขสาย)) ซึ่งมันวิ่งอ้อมเมืองโคตรๆๆๆๆๆ คือวิ่งจากบ้านเรา กทม. ใช่มะ วิ่งทะลุนนทบุรี แล้วก็ไปออกปทุมธานี ซึ่งแ_ง่ อ้อม _บิหาย แต่ก็ต้องนั่ง มีอยู่สายเดียว ทุกวันนี้เสียเวลากับการเดินทางไปกว่า 3 ชั่วโมงต่อวัน เข้าใจพวกคนทำงานเลย ว่า พวกเขารู้สึกอย่างไร เวลาเดินทางไปทำงาน หุๆๆๆ
ตอนนี้อะไรหลายๆอย่างในชีวิตกำลังดีขึ้นๆ เพราะเริ่มจัดการกับชีวิตตัวเองได้ดีขึ้น วางแผนล่วงหน้าได้มากขึ้น ทำให้ช่วงนี้ชีวิตอาจจะดูซีเรียสมากกว่าปกติ เพราะเริ่มรู้แล้วว่า ชีวอตที่ผ่านมาของเรา มันแย่ขนาดไหน
ยังไงก็ เท่านี้ก่อนแล้วกัน ไม่รู้จะบันทึกอะไรแล้ว April 03 ค่ายผู้นำนักศึกษาทั่วประเทศ รุ่นที่ 4 กับเส้นทางชีวิตหวนเวียนมาให้เราได้สัมผัสกับมันอีกครั้ง เพียงแต่คราวนี้มาในรูปแบบที่แตกต่างผิดไปจากเดิมเท่านั้นเอง
โครงการอบรมหลักสูตร "ผู้นำนักศึกษาทั่วประเทศ รุ่นที่ 4"
มาคราวนี้เรากลายเป็น staff ไปแล้ว หลังจากที่ครั้งก่อน เราเป็นเพียงแค่ เด็กค่าย ที่เข้าร่วมด้วยความบ้าคลั่งของตัวเองบวกกับแรงกระตุ้นของเพื่อน จนทำให้เรามาเข้าค่ายนี้ ในรุ่นที่ 3 แต่พอมาครั้งนี้ หลายสิ่งหลายอย่างทำให้เราเติบโตขึ้น มีจิต และสมาธิกับสิ่งที่ทำมากขึ้น เรียกได้ว่า "โตขึ้น" แล้วนั่นเอง
เป็น staff คราวนี้ อยู่ฝ่ายสำคัญ ขาดไม่ได้ในงาน นั่นคือ "ผู้ดูแลภาพรวม" ของงานทั้งหมด เพื่อให้งานดำเนินไปด้วยความราบรื่น ซึ่งเป็นงานที่ต้องใช้ สมาธิ ความคิด อารมณ์สงบอยู่ตลอดเวลา และที่สำคัญ มันต้องมีวินัยในตัวเองอยู่เสมอ ((มอบหมายคำพูดโดย อาจารย์ชล))
เรารับตำแหน่งนี้เพราะมันเป็นงานท้าทายเอาซะมากๆ ค่ายขนาด 9 วัน 8 คืน นานที่สุดที่เคยทำ แล้วมันก็สนุกดีอย่างที่เราคิดไว้
แต่ก็นั่นแหละ หลายๆอย่างในค่ายครั้งนี้มันบอกให้เรารู้ว่า เส้นทางชีวิตของเราในอนาคต มันควรจะเป็นอย่างไร
หลายคนจะเคยสังเกตเห็นว่า ชื่อ space ของเราสมัยก่อน จะเป็น GiGaBBiO EnTaNiA#14@IDEA แต่ตอนนี้มันได้เปลี่ยนไปแล้ว เพราะว่า
"...เราได้ตัดสินใจลาออกจาก IDEA สถาบันที่เราสังกัดอยู่ร่วม 1 ปี เรียบร้อยแล้ว..."
ด้วยสาเหตุที่เหมือนๆกับพนักงานบริษัทเอกชนทั่วๆไป ที่ เมื่อทำงานเข้ากับผู้ร่วมงานไม่ได้ มันก็ต้องลาออก นั่นเอง
แต่ก็นั่นแหละ ตอนนี้ได้มาเป็น นักศึกษาฝึกงาน ของ บริษัท ทศท คอร์เปอร์เรชั่น แล้ว มันก็อาจจะทำให้เรา เรียนรู้ที่จะเป็นวิศวกรที่ดีได้มากขึ้นก็ได้
ประสบการณ์ อารมณ์ ความรู้สึกต่างๆ ที่ผ่านมา มันเป็นสิ่งที่หาไม่ได้จากที่ไหนจริงๆ ขอขอบคุณพี่ๆทุกคนที่ IDEA มากๆ ที่สอนให้รู้จักตัวเอง อยู่กับตัวเอง และ เรียนรู้ที่จะพัฒนาตัวเอง อยู่ตลอดเวลา มันเป็นสิ่งที่เราจะไม่ลืมเลย
แล้วคงได้พบกันใหม่ครับ....อาจารย์รุ้งทิพย์ พี่เป็ด พี่ชล พี่โจ้ พี่ต๊ะ พี่อุ้ม พี่บอล พี่เอ พี่ม่อน พี่ต้น พี่หรั่ง พี่ตั้ง พี่พลอย พี่ปาล์ม ต๋อมแต๋ม เหวิน น้องเจ น้องดรีม น้องจุ๊บ น้องมิ้นท์ น้องหนุ่ม ((น่าจะครบนะ ขาดใครไปก็คอมเม้นมาบอกแล้วกัน)) |
|
|