GaBBy's profileGiGaBBiO EnTaNiA#14PhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    March 16

    ตอนที่ 4 ท่องเที่ยวในเมืองแอตแลนต้าในวันเกิด

    หลังจากมีหลายคนเรียกร้อง ว่า ทำไมไม่มีตอนต่อเสียที เนื่องจากหายไป 1 วัน (เหมือนจะนาน) แต่ด้วยความที่ ต้องไปเที่ยวหลายที่ เลยไม่ได้มาเล่าเรื่องที่นี่ให้เพื่อนๆฟัง แต่เนื่องด้วย การไปเที่ยวใน 2 วันนี้ของเรา คือการไปเที่ยวที่เดิม จากการที่เคยเล่าไปในครั้งแรก (คือที่ underground และ World of Coca-Cola) ก็เลยจะไม่ขอเล่าเรื่องของสถานที่ ละ กัน แต่จะขอพูดถึงวัฒนธรรมและการใช้ชีวิตของคนที่นี่ ที่หลายอย่างคนไทยควรเอาเป็นแบบอย่างอย่างยิ่ง

    สิ่งแรกที่เรามองเห็นอยู่เสมอๆ ระหว่างการใช้ชีวิตที่นี่คือ คนที่นี่เค้าคุยกันตลอดเลยนะ ไม่ว่าจะรู้จักหรือไม่รู้จักกัน เจอกันบนรถไฟ บนถนน ที่โรงแรม บนรถเมล์ คุยกันเรื่องโน้นเรื่องนี้ (บางทีมันก็ด่าพวกเราโดยที่นึกว่าพวกเราฟังไม่ออก....ใช่ พวกมึงคิดถูกแล้ว) แต่มันรู้สึกว่า เมืองๆนี้ (หรือจริงๆอาจจะเป็นทั้งเมกา) มันมีความเป็นมิตรมากขึ้น อย่างรู้สึกได้ แล้วเค้าก็คุยแบบไม่ได้อะไร บางครั้งก็มีชวนพวกเราคุยบ้าง คุยรู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง ก็เฮฮากับมันไปตามประสา ถ้ามันด่าอะไรมา เราก็หัวเราะกลับไป ฝรั่งมันคงนึกว่าเราบ้าแน่ๆ

    อันนี้มีตัวอย่างอันหนึ่งจะเล่าให้ฟัง ในขณะที่เหล่าเด็กไทยกำลังนั่งรอการตรวจฉี่กันอยู่นั้น มันจะเป็นลักษณะของ medical lab ที่อยู่ในสนามบิน ก็เป็นห้องเล็กๆข้างนอก นั่งรอกัน โซฟาบ้าง พื้นบ้าง ตามประสา ขณะที่กำลังเฮฮากันอยู่นั้น ก็มีฝรั่งเดินเข้ามาทักทายพวกเราคนนึง ถามว่า ...เฮ้ ยู เป็นคนไทยรึเปล่า... ก็ตอบกันว่า ใช่ พอใช่เท่านั้นแหละ มันบอกเลย งั้นนั่งด้วยนะ แล้วก็นั่งพรวดลงมา พูดคุยกันในหัวข้อที่ว่า “…ตอนนี้คนไทยยังขี่ช้างกันอยู่รึเปล่า...คนไทยอยู่ในป่าบนดอยกันใช่มั๊ย...ตอนนี้ยังใช้ไม้ไผ่กันอยู่หรอ...กษัตริย์ของเรายังออกรบกันอยู่รึเปล่า…” พระเจ้าเถอะ!!!! มันไปดูมาจากไหนเนี่ย หรือว่ามันอาจจะไปดูนเรศวรมา แล้วนึกว่ามันคือประเทศไทยในปัจจุบันรึเปล่า...หรือประเทศไทยขายความเป็นธรรมชาติมากเกินไป เค้าเลยจำได้แต่ภาพแบบนี้ ไม่เข้าใจเลยจริงๆ

    ฝรั่งคนนี้นามว่า Jason เป็นสจ๊วต อยู่ใน Delta Airline วันนั้นมาตรวจสุขภาพพอดี เนื่องจากท้องเสีย กินอาหารญ่ปุ่นเข้าไปแล้วมันสำแดง ก็เลยประสบพบเจอกับคนบ้านป่าเมืองเถื่อนอย่างเด็กนักเรียนไทยทั้งหลายอย่างเรา แล้วเวลาเราพูดอะไรเกี่ยวกับเมืองไทยให้ฟัง ไม่ว่าจะเป็นการอยู่อาศัย ตัวอักษรที่ใช้ ภาษาไทย มันจะทำหน้าตาแบบว่า ประหลาดใจสุดยอด แล้วก็พร่ำตลอดว่า ...Oh!!! Greatttttt... แล้วลากเสียงยาวๆ หรือถ้าใครนึกไม่ออก ให้นึกถึงโฆษณาขายสินค้า TV Direct แล้วไอ้เจสันนี่ เป็นจอร์จ และซาร่า ในคนเดียวกัน นั่นแหละใช่เลย

    สิ่งที่ชอบอีกอย่างนึงของที่นี่ก็คือ วัฒนธรรมการข้ามถนน และการขับรถ ของคนที่นี่ ถ้ามีคนจะข้ามถนน คนขับรถจะต้องหยุดให้ คือ ถ้ามองเห็นคนจะข้ามเนี่ย ไม่หยุดรถให้จะผิดกฎหมาย หรือ ถ้าออกรถก่อนที่คนสุดท้ายจะก้าวขึ้นทางเท้า ก็ผิดกฎหมายอีก แล้วเค้าเข้มงวดกันจริงๆ คนที่นี่ไม่มีผิดกฎเลย ไม่ใช่กฏมีไว้แหกเหมือนบ้านเรา แล้วคนที่ข้ามก็จะต้องรีบข้ามให้เร็ว เพื่อให้รถเค้าไปได้เร็วด้วย

    พูดถึงเรื่องรถก็ขอแวบมาเรื่องฟุตบาทนิดหน่อย ที่นี่ฟุตบาทบางแห่งจะเป็นสีเหลืองๆ ยาวสักประมาณ 1-2 เมตร แล้วข้างบนจะมีป้ายเขียนประมาณว่า ...ที่จอดรถดับเพลิง ห้ามจอดรถ มีโทษปรับ...... แล้วก็จะมีแบบเนี่ย เป็นระยะๆ (ไม่รู้ว่าที่เมืองอื่นเป็นรึเปล่านะ) ก็เลยเข้าใจได้ว่า ที่นี่เค้าค่อนข้างจะใส่ใจในเรื่องของอุบัติเหตุไฟไหม้ (ที่อาจจะเกิดขึ้นบ่อยเนื่องจาก อากาศแห้ง) อย่างมาก และคนจะต้องเว้นที่จอดรถไว้ให้รถดับเพลิงเสมอ แล้วโทษปรับก็รุนแรง รวมไปถึง การคาดเข็มขัดนิรภัย ที่จะปรับรุนแรงมาก ซึ่งพี่ไทยเราก็ควรจะเอาเป็นแบบอย่างซะบ้าง ในเรื่องของกฎจราจร เพื่อให้การจราจรในเมืองไทยดีขึ้น รวมไปถึงคนหันไปใช้รถไฟฟ้ามากขึ้นอีกด้วย

                    เนื่องจากเรื่องที่พิมพ์อยู่ในครั้งนี้ใช้เวลาพิมพ์นานจนคร่อมช่วงเวลาที่เป็นวันเกิดของเราไป ก็ขอขอบคุณเพื่อนๆที่ไทยทุกคน รวมถึงเพื่อนๆที่นี่ทุกคนที่อวยพร และยังคงไม่ลืมวันเกิดของเรา ขอบคุณมากจริงๆ สำหรับเพื่อนๆที่ไทย สัญญาว่าจะซื้อของฝากกลับไปให้ แล้วเพื่อนๆที่นี่สัญญาว่าจะช่วยกันดูแลกันไปตลอด 3 เดือนของการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในต่างแดนแห่งนี้ และกับตัวเองก็สัญญาว่าจะขอเปลี่ยนเรื่องบางเรื่องในชีวิตที่มันยังผิดพลาดอยู่ให้กลับมาให้อยู่ในลู่ทางที่ควรจะเป็น ส่วนสิ่งไหนที่ทำถูกอยู่แล้วก็จะขอดำรงเอาไว้ซึ่งความดี และจะกลับไปช่วยเหลือเพื่อนๆ น้องๆ คนอื่นเหมือนเดิม จากที่เคยทำไว้อย่างไร จะให้มันเท่าเดิม อย่างน้อยก็ไม่น้อยลง

                    ตอนนี้การใช้ชีวิตและการปรับตัวอยู่ที่นี่เริ่มดีขึ้นเรื่อย เวลาที่เปลี่ยนไป (แต่ใจคนไม่เปลี่ยนแปลง ฮิ้วววว ไม่ใช่ละๆ) จากกลางวันเป็นกลางคืน กลางคืนเป็นกลางวัน ก็สามารถปรับเวลานอนได้แล้ว อาหารที่นี่ จริงๆแล้วก็ไม่ได้แปลกอะไรมากมาย เพราะส่วนใหญ่จะหากินได้ในเมืองไทย จะติดอย่างเดียวก็คงเพราะเริ่มเบื่อขนมปัง กับเนื้อ (แต่ตอนอยู่เมืองไทยเราไม่ยักกะเบื่อข้าวสวย แฮะ แปลกมั๊ย?) ของที่นี่แล้ว ส่วนกับเพื่อนๆที่นี่ ก็เป็นเหมือนกับทุกที่ คือเราปรับตัวให้เข้ากับเพื่อนๆที่นี่ได้ สบายมาก เพราะนอกจากด้วยความที่อายุมากในกลุ่มแล้ว ยังสามารถที่จะพูดคุยกับฝรั่งได้ในระดับที่ หยอกล้อ เล่นกับเค้าได้ด้วย รวมถึงความเป็นคนตลกโปกฮา เป็นทุน รวมกับเจอคู่หูตลกหลายคนที่นี่ ซึ่งหลังจากที่ปรึกษากับ ญาติท่านหนึ่งแล้วพบว่า เราควรจะเป็น พระประทาน ของที่นี่ ไปโดยปริยาย

                    ยังไม่รู้จะบรรยายอะไรมาก ยังไงฝากวานเพื่อนๆ เข้าไปดูรูป พร้อมคำบรรยาใต้ภาพด้วย เพราะจะทำให้เห็นภาพในการเล่าเรื่องของเรามากกว่าที่นั่งอ่านเฉยๆนะครับ

                    ขอจบมันห้วนๆ อย่างนี้แหละ

                   

                    แก๊ป

    12:09 PM (เวลาไทย) 01.09 AM (เวลาแอตแลนต้า)

    March 13

    ตอนที่ 3 วัดไทย และการคมนาคมในเมืองแอตแลนต้า

                ช่วงนี้จะมีเรื่องให้อ่านกันบ่อยหน่อยนะครับ เพราะว่าช่วงนี้ยังไม่ได้เริ่มทำงาน เพื่อนๆหลายคนอาจจะงงว่า อะไรของมึงวะไอ้นี่ มาทำงาน แต่เสือกมีแต่เรื่องเที่ยว ก็นะ ที่ผ่านมาสองตอนคือเป็นช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ของที่นี่พอดี เค้าไม่มีใครทำงานกัน ก็เลยออกเที่ยวกันยกใหญ่ ล่าสุดที่ไปมาคือ วัดพุทธบูชา ซึ่งเป็นวัดไทยในแอตแลนต้า ที่ดีคือเจ้าอาวาสของวัดนี้เป็นเหมือนหัวหน้าของวัดนิกายสักนิกายหนึ่งของที่อเมริกาเลย คือใหญ่มากอ่ะ ว่างงั้นเถอะ ได้รับแต่งตั้งมาจากในหลวงเลยทีเดียว แต่เพื่อนๆที่นี่แค่รู้ว่า เป็นวัดไทยก็อยากไปกันหมดแล้ว เหตุผลสำคัญคือ ของกิน!!! เพราะที่วัดนี่จะมีคนบริจาคของเยอะมาก ซึ่งส่วนใหญ่ พระท่านก็จะฉันไม่หมด ก็มีเหลือๆให้ญาติโยมไปขออาศัยปากท้องบ้าง หรือ อาศัยอยู่เลยก็มีอยู่ อารมณ์เหมือนเป็นเด็กวัด ว่างั้นเถอะ

                    เริ่มออกเดินทางออกจากโรงแรมตั้งแต่ประมาณ 2 โมง พร้อมกับเพื่อนๆที่รู้จักกันที่นี่ ร่วมๆ 20 คน ยกโขยงกันไป เหมือนทัวร์คนจีนถือธงเหลืองเลย หรือทองง่ายๆอีกแบบนึงคือ กระเหรี่ยงเข้ากรุงนั่นแหละ ก็ออกเดินทางกัน โดยก่อนออกเดินทาง มีเพื่อนคนไทยอีกกลุ่มนึง เพิ่งจะเข้ามาที่พักพอดี ทีนี้ มันยังเข้าห้องไม่ได้ เพราะว่า ต้องรอถึง 3 โมง เพราะเค้ากำลังทำความสะอาดห้องให้อยู่ ก็เลยชวนออกมาพร้อมๆกันขึ้นรถไฟใต้ดินของที่นี่ไปกัน

                    ขออธิบายถึงระบบการคมนาคมของที่นี่นิดนึง ระบบคมนาคมของ Atlanta นี่เค้าจะเหมารวมเรียกว่า MARTA (Metropolitan Atlanta Rapid Transit Authority) ซึ่งลักษณะจะคล้ายๆ ขสมก บ้านเราเนี่ยแหละ แต่ที่นี่เค้าจะดูแลทั้งหมดเลย ทั้งรถไฟ รถเมล์ และด้วยเหตุนี้ การซื้อตั๋วของที่นี่จึงสามารถที่จะซื้อเหมาได้เลยคือ สมมติว่า เราต้องการจะออกนอกตัวเมือง โดยที่จำเป็นต้องใช้ทั้งรถไฟและรถเมล์ ก็ซื้อแบบเหมายาว ใช้ได้ทั้งสองรถได้ ราคาอยู่ที่ 1.75$ ละมั๊ง ประมาณนี้ ก็ถือว่าถูกมาก สำหรับการบริการที่ดีขนาดนั้น โดยการขึ้นรถเมล์ที่นี่คือเราต้องเตรียมเหรียญให้พอดีกับค่ารถ แล้วพอขึ้นปุ๊บก็จะให้หยอดทีละคน (ถ้าคนขึ้นไม่ครบรถก็ไม่ออก) แล้วการขอลงรถที่นี่ก็ไม่ใช่การกดออด แต่ลักษณะมันจะเป็นลวดสลิง รอบๆรถ พอเราดึงลวดปุ๊บ รถจะร้องเลยว่า “Stop Requested” ซึ่งก็คือการบอกให้รู้ว่า โอเคนะ คนขับรู้แล้วว่าจะต้องจอดป้ายหน้า เพราะฉะนั้นคนลงคนอื่นจะไม่ต้องกดกันอีก ไม่งั้นอาจจะโดนคนขับซึ่งตัวใหญ่ๆ ตบเอาได้ ซึ่งผิดกับระบบรถเมล์ไทยเป็นอย่างยิ่ง และประการสำคัญของรถเมล์ที่นี่คือ ถ้าเรายืนไม่ตรงป้ายเป๊ะๆ แล้วโบก เค้าจะไม่จอดนะ ไม่จอดเลย แล้วจะด่าพ่อเอาซะด้วย ซึ่งเป็นส่วนที่รถเมล์ไทยควรเอาอย่างยิ่ง

                    กลับมาที่เรื่องการเดินทางกันต่อ หลังจากออกเดินทางจากสถานีรถไฟใต้ดินของ Airport กันแล้วเราจะต้องนั่งรถไฟมาที่สถานี Five Point เพื่อเปลี่ยนสายรถเมล์ไปอีกสายนึง (จาก Airport -> Five Point เรียก  สายใต้ แต่เราเปลี่ยนไปนั่งสาย ตะวันออก) พอทุกคนวิ่งขึ้นรถอีกคันได้ปุ๊บ เสียงคนหนึ่งพูดขึ้นมา

                    ...เฮ้ย เพื่อนกลุ่ม มน. ไปไหนเนี่ย...(เพื่อนมน.คือ เพื่อนที่มาใหม่สดๆ ก่อนออกเดินทาง)

                    ...เออ ไม่เห็นเลยนะ เมื่อกี๊...

                    ซวยครับ ทิ้งเพื่อนโดยไม่รู้ตัว (มารู้ทีหลังว่า เค้าก็หลับอยู่บนรถไฟ สายใต้ นั่นแหละ พอมารู้ตัวอีกทีคือรถออกจากสถานี Five Point แล้ว) แต่ด้วยความที่ทำอะไรไม่ได้ มือถือก็ไม่มีติดต่อ ก็เลยต้องปล่อยเลยตามเลย และหวังว่าเค้าจะกลับมาที่โรงแรมกันเป็น (เลวมะ)

                    หลังจากนั้นก็นั่งรถไฟใต้ดินยาวออกมาทาง Indian Creek หรือก็คือทางตะวันออกสุดของเมือง พอมาถึงปุ๊บ ก็โทรหาพี่คนไทยที่อยู่ที่วัด เพื่อให้เค้าขับรถมารับพวกเราอีกที แล้วการแห่กันไป 20 คน(ยิ่งกว่ารำแก้บนอีก) เนี่ย มันก็หารถมารับกันอยู่นาน อีกระเหรี่ยง 20 คนยืนตากแดดเป็นปลาตากแห้งกันอยู่ตรงสถานีรถไฟ เพราะไม่มีร่มเลย มิน่าคนเมืองนี้แม่งถึงดำ หึๆๆๆ

                    หลังจากใช้เวลารอรถ อยู่นานก็มีพี่คนไทยมารับด้วยรถแวน 3 คัน สอบถามกันจึงได้รู้ว่า จริงๆพี่เค้ามาทำบุญที่วัด แต่ได้ยินว่ามีเด็กไทยอยากมาที่วัด เลยออกมารับ เลยพิสูจน์ได้ถึงคำที่ว่า คนไทยอยู่ที่ไหนไม่ทิ้งกัน จริงๆ สุดยอดมากๆ พี่เค้าไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องไปรับอีเด็กที่ไหนก็ไม่รู้ 20 คนเลย แต่เค้าก็เต็มใจ เพียงแค่ได้ยินคำว่า เราเป็นคนไทยด้วยกัน ก็แค่นั้น

                    วัดไทยที่นี่ ไม่ใหญ่เลย มีแค่ 2 อาคาร คือ ฝั่งนึงเป็นโบสถ์ (มีพระประธาน ห้องสมุด แล้วก็กุฏิ) ส่วนอีกฝั่งนึงก็เป็นโรงครัว ห้องน้ำ แล้วก็ห้องพักพี่คนไทยที่นี่ (นามว่าพี่เต้ ได้ความรู้หลายอย่างจากพี่ ขอบคุณมากๆเลย) ข้างนอกก็เป็นลานว่างๆ แล้วก็มีโต๊ะเอาไว้กินข้าว อารมณ์โรงอาหารกลางแจ้ง แค่นี้เอง เรียบง่ายมาก แต่สงบสุข และน่าอยู่มากๆ

                    ป้าสมพร คือป้าคนครัวของที่นี่ อยู่ที่แอตแลนต้ามา 17 ปี (เจ้าอาวาสอยู่มา 20 ปี) พวกเราก็เลยมาฝากท้องกับป้าสมพรหนึ่งมื้อ กับข้าวก็ง่ายๆ มี ไข่เจียว ไก่อบ แล้วก็แกง 2 อย่าง และ ปลากระป๋อง พร้อมข้าวสวยร้อนๆ แค่นี้ก็ทำให้เด็กไทย 20 คนที่ไป อิ่มท้องและอุ่นใจไปพร้อมๆกัน เพราะใครจะรู้ว่าจะได้สัมผัสข้าวสวย และกับข้าวแบบไทย ได้ในต่างแดน

                    นอกจากนี้ที่นี่ยังมีลูกคนไทย ที่เกิดอยู่ที่อเมริกาด้วย น้องๆน่ารักมาก เป็นลูกครึ่ง ไทย-ลาว เกิดที่อเมริกา ป้าสมพรเล่าให้ฟังว่า ทุกวันอาทิตย์ที่วัดจะมีโครงการ โรงเรียนวันอาทิตย์ เพื่อสอนภาษาไทย มารยาทไทย การรำไทย และอะไรทุกอย่างที่เป็นไทย สอนให้ฝรั่งบ้าง เด็กไทยบ้าง ทำให้น้องๆ 4 คนที่เจอนี่มารยาทดีมาก เดินผ่านหน้าเรานี่ ก้มหัวตลอด รำไทยก็เป็น ร้องเพลงภาษาไทยได้ น่าเป็นเยี่ยงอย่างแกเด็กไทยจริงๆเป็นอย่างยิ่ง

                    หลังจากฝากท้องอิ่มเรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลาเดินทางกลับ พร้อมด้วยหัวใจที่อุ่นชื้นไปด้วย ความมีน้ำใจของคนไทย ที่ยืนยันได้เลยว่า ไม่ว่าเราจะไปที่ประเทศไหนเมืองไหน ขอให้เจอคนไทยด้วยกันสักคนก็พอแล้ว แค่นั้นคุณก็จะอุ่นใจเกินกว่าอะไรทั้งสิ้นเลย

                    กลับมาโรงแรมด้วยการเดินทางคือ นั่งรถเมล์มาลงที่ Five Point (Five Point ของที่นี่มันคือกลางเมืองพอดี เพราะฉะนั้นอาจจะได้ยินชื่อบ่อยหน่อย) แล้วต่อรถใต้ดินกลับมาที่สนามบิน แล้วก็ต่อ Shuttle Bus กลับโรงแรม เรียกได้ว่า ประสบการณ์วันนี้มันสุดยอดมากๆ จริงๆ

                    ขอเล่าต่อมาถึงอีกวันหนึ่งเลยก็คือ วันนี้ (12/03/07) ซึ่งคือวันทำงานของที่นี่ (วันจันทร์) พวกเราก็เลยไปสมัครงานกัน ร่วมๆ 20 คน เช่นเคย แห่กันไป ที่สนามบิน อยากจะบอกว่า คนดำของเมืองนี้ตกงานกันเยอะมาก แล้วพวกเราก็ไปแย่งงานเค้าอีก (พวกเด็ก Work&Travel เนี่ยแหละ) พวกคนดำมันก็เลยรังเกียจคนผิวเหลืองมาก (จากเดิมที่ คนขาวเหยียดผิวคนดำ คนดำก็เหยียดผิวคนเหลืองต่อ) วันนี้ไปห้องเหมือนเป็นห้องรับสมัครงานของในสนามบินทั้งหมด ปรากฏว่าคนดำอื้อเลยครับ โดนมองด้วยสายตารังเกียจและเหยียดหยามและอิจฉาริษยา อย่างรุนแรง น่ากลัวมาก -*-

                    ช่วงนี้ก็จะยังไม่ได้ทำงานอะไร เพราะกระบวนการการสมัครงานของที่นี่คือ เราต้องมีบัตรประจำตัวเสียก่อนหรือที่เรียกว่า Social Security Card ซึ่งทำให้เราสามารถทำงานได้อย่างถูกกฎหมาย และยังต้อง ตรวจร่างกาย ตรวจยาเสพติด ทำบัตรเข้าสนามบิน ปฐมนิเทศน์ ขั้นตอนมากมาย เรียกได้ว่า กว่าจะจัดการเรื่องเสร็จก็ราวๆ 1 อาทิตย์หน่อยๆ ช่วงนี้ก็ออกเที่ยวไปก่อน

                    แล้วจะเล่าเรื่องมาใหม่อีกนะ ตอนนี้ง่วงแล้ว ขอโทษที่จบแบบรวบรัดไปหน่อย -*-

     

    แก๊ป

    7:20AM (เวลาไทย) 8:20 PM (เวลาแอตแลนต้า)

    ปล.แอบรู้สาเหตุของการที่ฝรั่งมันจะบวกเวลาไปอีก 1 ชั่วโมงแล้ว เพราะว่ามันคือนโยบายประหยัดพลังงานของที่นี่ เพราะส่วนใหญ่คนเราจะนอนหรือปิดไฟ ตามเวลานาฬิกา ไม่ใช่ความรู้สึก (เช่น เห็นนาฬิกา สี่ทุ่มห้าทุ่ม คนเราจะบอกว่าเริ่มง่วงๆแล้วนะเนี่ย) เพราะฉะนั้น มันก็เร่งเวลาให้ไอ้ช่วงดึกเนี่ยมันเร็วขึ้นมา 1 ชั่วโมงอ่ะ เข้าใจป่าววะ เจ๋งมะ เรารู้สึกว่ามันเจ๋งดีจริงๆ

    March 11

    วีรกรรมอเมริกา ตอนที่ 2 ถูกทิ้ง!!!!! และการเที่ยวครั้งแรกในต่างแดน

    อืม หลังจากที่เขียนตอนแรกให้อ่าน ไม่นาน ก็พบเรื่องที่ควรจะเขียนเป็นตอนที่ 2 ให้อ่านได้ทันที ซึ่งเป็นเรื่องแบบต่อกันอย่างเห็นได้ชัด ถ้าใครจำความเดิมตอนที่แล้วไม่ได้ไปอ่านเอาเองนะ

                    คราวที่แล้วจบการเขียนเอาไว้ที่ 7:59am เพราะมันคือเวลาทำการของบริษัท HMS Host ซึ่งเป็นนอมินี่ ของการซื้อขายหุ้น... ไม่ใช่ๆ มันคือบริษัทที่รับจัดหางานให้ที่นี่ ซึ่งเราจะต้องมาติดต่อเพื่อของานทำกับเค้า หลังจากปิดคอม เก็บของเรียบร้อย ก็ลากกระเป๋ากันคนละ 2-3 ใบ เดินไปที่ออฟฟิศซึ่งอยู่ห่างออกไปนับระยะทางประมาณ 600-800 เมตร กอปรกับ (ไอ้คำนี้มันแปลว่าอะไร ใครรู้ช่วยบอกที) เป็นเวลาช่วงเช้าซึ่งมีคนเข้ามาใช้บริการของสนามบินค่อนข้างมาก ทำให้การลากกระเป๋าใบใหญ่ๆ 3 ใบเป็นเรื่องวุ่นวายมาก พอไปถึงออฟฟิศเค้า ก็เลยลองโทรติดต่อดู ตามเบอร์ติดต่อที่จดมาจากประเทศไทย โทรเบอร์แรก.....ไม่มีคนรับ เอาแล้วไงมึงเริ่มหลอนๆ โทรเบอร์ที่สอง มีคนรับพร้อมด้วยเสียงงัวเงียสุดๆ เราก็คิดในใจเอ๊ะ เพราะเพิ่งเข้าทำงานรึเปล่า เลยเสียงงัวเงียๆ นึกว่าอารมณ์คนไทยแบบขี้เกียจทำงานช่วงเช้า เริ่มงานบ่ายออกงานบ่ายสองครึ่ง ป้าแกก็พูดมาเลย

                    ...มรึงอยู่ไหนครับแสดดด... (พูดด้วยสำเนียงเร็ว และ รวบรัด จึงขอเดาว่า ป้าแกเคยเป็นเด็กสกอยต์มาก่อน เลยจะแปลออกมาเป็นไทยในลักษณะนี้)

                    ...อ่อ อยู่หน้าออฟฟิศ พี่อ่ะครับ ผมจะต้องทำยังไงต่อครับ…”

                ...คืองี้นะ ไอ้หนุ่ม วันนี้แม่งวันเสาร์หวะ ออฟฟิศเจ๊ไม่ทำงาน มีอะไรมาติดต่ออีก 2 วันได้มั๊ย...

                    ...อ่าว แล้วจะให้กรูไปอยู่ที่ไหนหละ ไอ้แสดดดด...

                    ...อ๋อ งั้นเดี๋ยวเดินไป ground transport นะ แล้วนั่งรถสายสีพิงกี้ วิงกี้ ไป Microtel Inn. แล้วก็เช็คอิน นอนตีพุง สัก 2 วันค่อยกลับมาเจอกันนะ ไจ๊?...

                    ...ครับเจ๊ จัยมาก เจอกันเว่ย โย่วแม๊น...

                    สาดดดด แม่ง ไอ้คุณบริษัท โอเวอร์ซีย์ ครับ คราวหน้าคราวหลังบอกนักศึกษาที่จะมานิดนึงเถิด ว่าถ้ามาเสาร์-อาทิตย์เนี่ย ไม่ต้องรอบริษัทเค้าเปิดครับ ให้ไปที่ โรงแรมได้เลย ให้กรูนั่งรออยู่ร่วม 2-3 ชั่วโมง เพื่อจะฟังคำที่แม่งบอกว่า บริษัทปิด ทำอะไรไม่ได้เนี่ยนะ เซ็งครับ เซ็ง

                    เดินออกมาตามทาง พบกับ จุดจอดรถ shutter bus เป็นลักษณะของรถตู้ แต่เป็นรถตู้แบบดีๆหน่อย (ที่นี่รถ van มันไม่ใช่รถตู้แบบ slide ประตูเปิดนะ ประตูมันคือประตูรถเมล์นั่นแหละ) มาจอดรอรับเพียบ แล้วก็จะมีป้ายของโรงแรมต่างๆบอกอยู่ ถ้าเราจะไปโรงแรมไหน ก็ให้ขึ้นรถไปโรงแรมนั้นได้เลย ไม่เสียค่าบริการ ไอ้เราก็ด้วยความไม่รู้ ก็เลยเดินไปตรงซุ้มโทรศัพท์อันนึง ซึ่งจะมีรายชื่อโรงแรมเรียงอยู่เต็มพรืด ไปหมด พร้อมกับเบอร์ติดต่อ ที่เป็นแค่เลข 2 หลัก (เช่นโรงแรมเอเชีย 11 โรงแรมสยาม 22) ใครสนใจอยากพักโรงแรมไหน ก็กดไปสอบถามก่อน ว่าที่พักเป็นยังไง ราคาเท่าไหร่ แล้วก็เรียกรถมารับได้ เราก็ โทรไปที่โรงแรมที่เราจะพักเลยย

                    ...โหลๆ เฮียเอ๊ย อั๊วเป็นเด็กนักเรียนไทยจาก HMS นะ คืออั๊วจะไปพักที่พักลื้อได้บ่...

                    ...โหยคงยากหน่อยวะ ไอ้ตี๋ ห้องแม่งเต็มหวะ มีรูหนูที่ห้อง 14 จะขึ้นไปอยู่มั๊ย...

                    เอ๋า งงครับ บริษัทปิดไม่พอ ที่พักที่ติดต่อให้ก็เต็มอีก จะให้กรูทำยังไงหละทีนี้ เลยต้องลองกดโทรหาโรงแรมที่อื่นดูครับ ได้มาที่นึง ชื่อ “Super8Motel” ด้วยความที่สัญลักษณ์ดูคล้าย ร้านราเมง ฮาจิบัง เลยลองดู เผื่ออาจจะคุ้นเคยเหมือนในไทย เรียกรถ shutter bus มารับพร้อมด้วยอารมณ์หงุดหงิดของเพื่อนร่วมก๊วนอย่าง เอ็กซ์ และ รุ้งที่ออกอาการนอย อย่างเห็นได้ชัด แต่หลังจากที่ได้ที่พักก็คลายความกังวลไปได้เยอะ  หลังจากที่เข้าที่พักได้ (ที่พักคืนแรกในอเมริกา คืนละ 67$ (รวมภาษีแล้ว) คิดมั่วๆ เอา 40 คูณ 70 เอาดูนะ) ต่ออินเตอร์เนต พร่ำบ่นให้ใครก็ตามที่อยู่ใน msn ตอนนั้นได้ฟังแล้ว พร้อมกับทยอยกันอาบน้ำ เพื่อเดี๋ยวจะออกไปลุยหาที่พักระยะยาวกันต่อ พร้อมทั้ง ชีพจรที่เริ่มลงเท้า อยากออกไปเดินเที่ยวเล่นกันสักหน่อย  ก็อาบน้ำกันบ้าง มานั่งเล่นเนตคุยกับคนโน้นคนนี้ เพื่อหาข้อมูลด้วยส่วนหนึ่ง แล้วก็เพื่อจะบ่นด้วยส่วนหนึ่ง (ส่วนหลังจะเยอะกว่า) เรียบร้อยที่เวลา บ่ายโมง ก็ ได้ความว่า น่าจะไปดูที่ Microtel Inn. ซึ่งโรงแรมอยู่ใกล้ๆกันเนี่ยแหละ เสียก่อน ก่อนที่จะไปที่อื่นต่อ ซึ่งเมื่อไปคุยปุ๊บ ถึงรู้ว่าที่ HMS เค้ามาจองให้เข้าพักได้วันที่ 12 ซึ่งเป็นวันแรกของการทำงาน ก็เลย อ๋อครับ ถึงว่า เค้าถึงไม่มีห้องให้เราอยู่ตอนแรก ก็เลยโอเคครับ บอกเค้าว่างั้นพรุ่งนี้ (คือวันที่ 11) ไอ(กรู)จะมาพักนะ แล้วก็ออกย่ำเมืองกัน ด้วยการนั่งรถ shutter bus กลับไปที่สนามบิน แล้วก็ต่อรถใต้ดิน ซึ่งที่นี่เค้าเรียกว่า marta (มันคือชื่อบริษัทผู้ให้บริการ) เพื่อเข้าไปยังตัวเมือง

                    อันนี้ขอหยุดการเล่าเรื่องเพื่ออธิบายให้เพื่อนๆ ฟังสักเล็กน้อย (เป็นข้อมูลมาจากเพื่อนที่เคยมาที่นี่ปีที่แล้วอีกครั้งหนึ่ง ขอบคุณ ฝ้าย และ เฟิร์น สำหรับข้อมูลครับ) ก็คือ ไอ้ตัวสนามบินเนี่ย มันอยู่ทางใต้สุดของเมืองแอตแลนต้า ซึ่งห่างจากตัวเมืองพอสมควร เค้าก็เลยทำ ไอ้รถไฟใต้ดินเนี่ย ให้มาถึงสนามบิน เพื่อใครที่อยากเข้าไปในเมืองเนี่ย จะได้ให้นั่งรถใต้ดินเข้าไปได้

                    ทีนี้ การนั่งรถใต้ดินครั้งแรกต่างประเทศ ของเราจะต้องทำยังไงครับ ไม่รู้สิ กระเหรี่ยงอย่างเราจะไปรู้ได้ยังไง ว่าจะไปซื้อตั๋วยังไง เข้าไปยังไง นั่งยังไง ใครจะไปรู้ได้ แต่โชคดีที่เพื่อนเอ็กซ์หาข้อมูลมาพร้อม (จากเฟิร์นอีกนั่นแหละ) เลยพอจะมีแผนที่รถใต้ดินอยู่ แต่ประเด็นสำคัญคือ จะซื้อตั๋วยังไงต่างหาก

                    ...ไอ้เฟิร์นมันบอกว่า ซื้อตั๋วเป็นรอบแบบ 20 รอบถูกกว่า...

                    โอเคเลย เห็นฝรั่งคนนึงกำลังเดินไปซื้อพอดี แอบไปยืนอยู่ข้างหลัง เหลื่อมๆมาหน่อย สังเกตขั้นตอนการซื้อและวิธีการกดอย่างถ่องแท้ พร้อมทั้งหน้าจอเป็นภาษาอังกฤษ อ่านเข้าใจง่าย จึงกดปุ๊บๆปั๊บๆ ได้การ์ดออกมา 1 ใบ เป็นแบบ ตั๋วนั่งได้ 20 รอบ (ไปไหนก็ได้ ใกล้ไกล นับเป็น 1 รอบ) ซึ่งเราสามารถเติมได้ด้วย เจ๋งมะๆ น่าสนใจทีเดียวเชียว

                    การท่องเที่ยวครั้งนี้ เราบุกเข้าไปยังย่าน downtown ซึ่งเป็นย่านชุมชน แหล่งหนึ่งของแอตแลนต้า ลักษณะจะคล้ายๆ มาบุญครอง ผสม สยาม แบบว่า เจ๋งมากๆ แต่เนื่องด้วย ที่ แอตแลนต้า เนี่ย เป็นเมืองคนดำแบบว่า มีแต่ โย่วๆ วอทซับๆ กันตลอดทาง เสียดายที่ไม่ได้ถ่ายภาพทางเดินมาให้ดู แล้ววันไหนไปอีกรอบ จะไปกดภาพมาให้ดูนะ

                    ที่นี่นอกจากจะมีร้านค้า ร้านอาหารแล้ว ก็ยังมี World of Coca-Cola อีกด้วย คือ เป็นตึกๆใหญ่ๆ อันนึง มีป้ายโค้กหมุนๆอยู่ข้างหน้า แล้วก็ข้างใน เป็นยังไงยังไม่รู้ อันนี้ยังไม่ได้พิสูจน์ เพราะไม่รู้ด้วยว่าค่าเข้ามันเท่าไหร่ เดี๋ยววันไหน เพื่อนๆมาเยอะๆก่อน จะเข้าไปลุยพร้อมกัน ที่นี่เค้าจะมีลานว่างๆ เยอะมาก แล้วก็สะอาดตา ลานแต่ละที่ก็จะมีคนโน้นคนนี้ มาแสดงความสามารถ เรี่ยไรเงิน ขอย้ำว่า แสดงความสามารถ ไม่ใช่มาขอทาน เจ๋งสุดๆ อย่างวันนี้ที่ลานกว้างหน้าตึก โค้ก ก็มีลุงคนนึงมาเป่า ไม่รู้เรียกว่าอะไร ทรัมเป็ต มั๊ง เจ๋งดี ก็เลยให้เศษเหรียญเค้าไปนิดหน่อย เรียกได้ว่า เจอแต่อะไรแปลกๆใหม่ๆครับ การไปย่านศูนย์การค้ารอบนี้ สนุกจริงๆ วันหลังได้ไปที่ไหนอีก จะพยายามกดภาพ แล้วก็เก็บบรรยากาศมาเล่าให้เพื่อนๆฟังให้หมดนะ

                    สำหรับรอบนี้ก็พอแค่นี้ก่อน เพราะจะต้องไปเก็บกระเป๋าเพื่อย้ายที่พักไปยังที่ที่ควรจะเป็น แล้วก็ต้องไปรับเพื่อนๆที่กำลังจะมาถึงที่นี่เพิ่มเติมด้วย แล้วจะมาเล่าให้ฟังเพิ่มอีกนะ

                    รักและคิดถึงเพื่อนๆน้องๆพี่ๆ ทุกๆคนเลย อยู่ที่นี่เหงามาก T.T

               

                แก๊ป

    11 มีนาคม 2550

    4:33PM (เวลาไทย) 5:33 (เวลาแอตแลนต้า)

    ปล.ตอนนี้เวลาที่นี่ +1 ชั่วโมงแล้วจ้า เนื่องจากพ้นช่วงหน้าหนาวมาแล้ว           

    March 10

    วีรกรรมอเมริกา ตอนที่ 1 บนเครื่องบินและสนามบินที่ใหญ่โต

    หลังจากนั่งจนกล้ามเนื้อบริเวณเหนือต้นขา หรือที่หลายคนเรียกกันอย่างสุภาพว่า ตูด เริ่มจะร้องครวญคราง เพราะมันโดนนั่งทับอยู่ร่วม 18 ชั่วโมง ตอนนี้ ยอดชายนาย แก๊ป ก็ออกเดินทาง จาก สนามบินที่ใหญ่ที่สุด(และมีการโกงกินกันมาที่สุด)ในประเทศไทย มายังสนามบินที่ จำเป้นต้องมีรถไฟฟ้าใต้ดินเพื่อให้ผู้โดยสารเดินทางระหว่างอาคาร ผู้โดยสารต้องขึ้นรถไฟฟ้าใต้ดินมาเอากระเป๋า พระเจ้า!!! สนามบิน แอตแลนต้า แอร์พอร์ต ของที่นี่ใหญ่มาก ใหญ่ซะจน ไม่อยากจะเอาสุวรรณภูมิมาอวด ว่าของเรามันเล็ก(และห่วย) ขนาดไหน ระหว่างที่กำลังนั่งรอเวลาเพื่อเข้ารายงานตัวกับ manager ที่นี่ ก็เอาเวลาว่างมาเล่าเรื่องบนเครื่องบินให้เพื่อนๆฟังก่อนละกัน

                    หลังจากขยับร่างกายพ้นช่องขาออกของสนามบินสุวรรณภูมิเราก็จะพบกับ King Powers (ที่มีเจ้าของเป็นคนหน้าเหลี่ยม) ขนาดยักษ์  ตั้งอยู่ก่อนจะถึง Gate เครื่องบิน เดินชมสักพักก็นั่งกินกาแฟเพื่อรอเวลา อีกร่วมๆ 1 ชั่วโมง พบเพ่อนเดินทางมากมายใน Flight แรก นอกจาก เพื่อนเอ็กซ์ และ เพื่อนรุ้ง ที่จะต้องอยู่กันไปตลอดอีก 3 เดือนแล้ว ก็ยังเจอเพื่อนๆที่จะบินไปรัฐโน้น เมืองนี้ อีกหลายคนเลยทีเดียว เรียกได้ว่ายังอุ่นใจอยู่นั่นแหละ ขึ้นเครื่องแรก CI696 ขึ้นเครื่องปุ๊บ กัปตันประกาศทันที

                    ...สถานีต่อไป เทไป เอ๊ย ไทเป...

                    ไม่มีหรอก แม่งซัดภาษาจีนมาก่อน 5 ประโยค ตามด้วยภาษาอังกฤษที่ฟังยากๆอีก 7 ประโยค ตบท้ายด้วยขนมหวาน น่าจะเป็นภาษาไต้หวัน อีก 9 ประโยค แล้วแม่งเป็นหยั่งงี้ตลอดเที่ยวบินเลย ปั๊บๆประกาศ ปั๊บๆประกาศ แล้วแม่งก็วนเวียน จีน อังกฤษ ไต้หวัน นานๆจะมีภาษาไทยหลุดออกมาสักประโยค หลุดออกมาที แทบจะเล่นเวฟกับเพื่อนๆ

                    สถาณการณ์บนเครื่อง รู้สึกสบายใจมาก เพราะเป็นแอร์จีนสาว(บ้างไม่สาวบ้าง)สวย(บ้างไม่สวยบ้าง) เดินให้บริการกันให้ควัก แถมยังมีเครื่องเล่นให้เล่นอีกต่างหาก มันคือ มอนิเตอร์ส่วนตัวที่เลือกดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกม หรือจะดูข้อมูลของสายการบินได้ด้วย amazing มากๆครับ ปกติไม่เคยเห็น ก็เลยกดเล่นไปสักพัก

                    ...อ่าว ทำไมแม่งค้างวะ...

                    ...เอ่อ ซิ้มๆ มันค้างอ่ะ ดูให้หน่อยดิ... เรียกแอร์ป้าจีนอย่างมาดมั่น

                    ...ฮ่า อาตี๋ อ่า ลื้อให้เป็นป่าวเนี่ย ป่าๆตั๋งหว่า ก่งๆ ไล่หู จู่หว่าเกี๊ยะ... อะไรไม่รู้ ด่ากรูหยั่งกับจะทำเครื่องบินตก แล้วมันก็เดินหายไปสักพัก อ่า ในที่สุดมึงก็แก้ให้กู หึๆๆๆ ไอ้พวกชนชั้นให้บริการ

                    สักพัก อาหารเริ่มเสิร์ฟครับ แอร์เดินมาถามโลด

                    ...จั๋งๆ ตุ๋ยปู่ซื่อ จุ้ยกิ๋งก๋งป๋งเป๋ง จุ้มปุ๊ก จะดุ๊กๆ กรุ๊กกรู๊ๆๆๆ...

                    แม่งซักภาษาจีนมา เอาซะงงเลย

                    ...Arrr,English please…”

                    หน้าเสียครับ แอร์ถึงกับเสียเซลฟ์ไปเลยทีเดียว ถามกลับมา

                    ...เอ่อ ตี๋ ลื้อจะเอา ปลา หรือเอา หมู แต่ปลาเราหมดแล้วนะ เอาหมูได้มั๊ย อร่อยนะ...

                    เอ๋า!!! แล้วมึงจะถามกรูทำไมครับ จัดมาก็จบ ซัดจนเต็มคราบ แล้วก็ ได้เวลาครับ แน่นอน เมื่อกินเสร็จแล้วเราก็ต้อง นอน!!!      

                    และแล้ว สายการบินก็พาเดินทางมาถึงไทเป ด้วยเวลาราวๆ สองทุ่มของ ไทเป (รู้สึกจะราวๆ ทุ่มนึงของไทยนะ ไม่แน่ใจ) แล้วก็ต้องไปต่อเครื่อง ด้วยเวลาแค่ 1 ชั่วโมง ก็เลยไม่มีเวลาเดินชมสนามบินมากนัก (จริงๆมันก็เดินเข้าไปไม่ได้ด้วยแหละ มี duty free อยู่ติ่งนึง) ที่เด็ดก็คือ พอลงจากเครื่องปุ๊บ สองหนุ่ม แก๊ป-เอ็กซ์ (อารมณ์คล้ายๆ กอล์ฟ-ไมค์ แต่หน้าตาดีกว่า) ก็เกิดอาการอยากจะ wee (ศักท์แสลงแปลตามอารมณ์ว่า ...กรูปวดเยี่ยวครับ พี่น้อง...) กันทำยังไงละครับ กระเป๋าก็ต้องตรวจ แถมยังน่าจะใช้เวลานาน ก็เลยวิ่งออกจากตรงตรวจกระเป๋า หาห้องน้ำกันให้ควัก ถามทางได้พบว่า ต้องวิ่งไปอีกราว 500m ข้างหน้า เจอชัวร์!!! สับครับ สับ วิ่งเต็มสปีด ไปเข้าห้องน้ำ ประสบการณ์การปัสสาวะโดยไม่ต้องเร่งการปล่อยน้ำ เป็นอะไรที่สุดยอดมาก พอวิ่งกลับมา ทุกๆคนเค้าก็เข้าไปตรวจกระเป๋าเรียบร้อยกันเกือบหมดแล้ว เราก็เลยวิ่งตามเค้าไป พอผ่านประตูเข้าตรงตรวจกระเป๋าเท่านั้นแหละ

                    “Toilet Here”

                หึๆๆ พูดไม่ออก บอกไม่ถูก

                อ่อ การต่อเครื่องที่ไต้หวันนี่ ต้องนั่งเหมือนเป็นรถ shuttle bus มา อารมณ์ว่ารถราง เพื่อมาต่อเครื่องอีกอาคารนึง นี่ก็เป็นอีกที่นึงที่ไม่อยากอวดสุวรรณภูมิ เล๊ยยยย

                    ขึ้นเครื่อง flight ยาวจาก ไทเป สู่ ซานฟรานซิสโก  รอบนี้นั่งติดกับ อินเดีย แถมไม่มีอะไรจรรโลงใจด้วย อาจจะเป็นเพราะมันเป็นเที่ยวบินรอบดึกของที่โน่น เค้าก็เลยคิดว่ายังไงทุกคนก็คงนอน ก็เลยไม่ได้มีอะไรเป็นบันเทิงมากนักมั๊ง แต่ก็นั่นแหละ กรูก็นอน เพราะง่วงมาก คืนก่อนมานี่ก็ตื่นไปสอบตั้งแต่ตี 5 ก็เลยขอนอนเอาแรงไว้ซะหน่อย

                    (ระหว่างพิมพ์อยู่นี่มีกลุ่มนักศึกษา ของที่นี่ เดินผ่านมา ขอหยุดการพิมพ์ชั่วคราว เพราะขาวมาก *-*)

                    ใช้เวลาการเดินทางในรอบนี้ 11 ชั่วโมง เรียกได้ว่านั่งแบบมาราธอน แถมข้างหลังเจอ สาวเกาหลี นั่งซะด้วย!!! (อายุประมาณ 5 ขวบได้มั๊ง) นั่งเล่นเบาะกรูอีก พ่อห้ามก็ไม่ฟัง ไอ้เด็กเปร๊ตต พอนอนหลับได้สักพัก มันเริ่มนอนไม่สบายเว๊ย ก็เลยขยับๆเบาะเอนไปข้างหลังอีกหน่อยนึง หลับตาสักพัก

                    ...ตึง...

                    งงครับ นึกว่าเครื่องตกหลุมอากาศ หรือว่า เครื่องมีปัญหาอะไร สักพัก มีเสียงเด็กร้องขึ้นมา แง้ๆ จากข้างหลัง หันไปดูถึงรู้ว่าเด็กนอนตกเบาะ หึๆๆๆ สั่นซะกูกลัวเลย

                    พอมาลงเครื่องที่ซานฟราน ก็ เงียบครับ เพราะเวลาที่นี่ก็ราวๆ หกโมงเย็น แต่รอบนี้ต้องผ่าน ตม.(ตรวจคนเข้าเมือง) เพราะเป็นการก้าวเข้าสู่ประเทศอเมริกาเป็นครั้งแรก ก็เลยต้องตรวจ passport กับ เอกสารอีกนิดหน่อย ตม. ที่นี่เรียกว่าดีมาก อำนวยความสะดวกให้ นักเดินทางเป็นอย่างดี แถมยังเจอคนไทยมากมายที่ตามมาพร้อมในเที่ยวบินเดียวกัน ก็เลยอุ่นใจ พอเราสัมภาษณ์ ตม. เรียบร้อยเสร็จปั๊บ รุ้งก็เดินมาต่อ เราก็คิดว่า

                    ...เอ๊ะ ผ่านตม. นี่มันก็ถือว่าเข้าประเทศเค้าแล้วนี่หว่า ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกก้าวแรกในอเมริกาซะหน่อย...

                    กดกล้องแชะ ดันลืมปิดแฟลชครับ ตม. คนที่สัมภาษณ์ไปหยกๆหันควับเลย ตะโกนมา

                    ...ไอ้หนุ่ม อย่าถ่ายรูปดีกว่า เดี๋ยวจะเดือดร้อน ถ้าอยากรอเพื่อนไปรอฝั่งกระโน้นโว้ย...

                    ก็เดินออกมาด้วยความซื่อ สักพัก เอ๊ะ ทำไมรุ้งไม่ตามออกมาวะ ไม่น่าจะสัมภาษณ์นาน ของเราก็แวบเดียวเอง เดินไปดูจั๊กหน่อย เท่านั้นแหละ รุ้งมีปัญหาครับ ถามเพื่อนๆ คนไทยที่ไปเที่ยวเดียวกัน เค้าก็ไม่รู้ว่ามีปัญหาอะไร (สาวลาดกระบัง น่ารัก!!! *-*) ก็เลย เอาวะ เดี๋ยวเอากระเป๋าก่อน ค่อยเข้ามาเคลียร์ละกัน เดินไปเอากระเป๋ากับ เอ็กซ์ แล้วก็สุ่มกระเป๋าของรุ้ง ขึ้นมาจากราง พอได้ครบก็เดินกลับมา รอสักพักรุ้งก็ออกมาพอดี เลยถามอีตาตม.ที่สัมภาษณ์เรากับรุ้งว่า รุ้งมีปัญหาอะไร เค้าบอกว่า พาสปอร์ตของรุ้งมีปัญหานิดหน่อย คือถ่ายออกมาแล้วมันไม่ ตรงกับที่เค้าถ่ายที่นี่ เค้าเลยให้เข้าไปตรวจเช็คแล้วก็แก้ไขให้เรียบร้อย ก่อนจะไปมีปัญหาที่อื่นต่อ รอดตัวไป

                    ต้องรอต่อเครื่องที่นี่ร่วมๆ 4 ชั่วโมง แต่กว่าจะหลุด ตม. ออกมาก็ปาไปกว่า 2 ชั่วโมงแล้ว แต่ที่นี่ก็ไม่มีอะไรทำมากนักหรอก เพราะมันเย็นมากแล้วของที่นี่ แถมสนามบินก็ไม่ได้ใหญ่อะไรขนาดนั้น เลยเดินเข้าไปตรวจของเลย โอ้โห พระเจ้ามากครับ ตรวจของที่ ซานฟรานฯ นี่ ละเอียดมาก เพราะมันคือการจะเข้าประเทศเค้า มันเลยตรวจแบบละเอียดยิบ รองเท้าก็ต้องถอด เปิดกระเป๋าทุกใบ เอาของเหลวออกทุกชนิด ตรวจแบบตั้งแต่หัวจรดเท้าแต่ยังมีทีเด็ดกว่านั้นครับ

                    มาพร้อมกับคนเวียดนามกลุ่มนึงประมาณ 5 คน กลุม่นี้โดนตรวจอะไรก็ไม่รู้ คือเข้าไปในเครื่อง แล้วเครื่องมันก็จะยิงลมออกมา 4-5 ฟืด แล้วก็ยืนรออีกประมาณ 2-3 นาที มันถึงจะอนุญาตให้ออกมา ไม่รู้ว่ามันตรวจสอบอะไร จะไปขอเข้าด้วยก็ใช่เรื่อง แถม คือกระเป๋าของเราพอส่งผ่านเครื่องสแกนแล้ว มันต้องไปตรวจมืออีกที โดยเฉพาะของพวกคนเวียดนาม (คือกระเป๋าเราเนี่ย เค้าเปิดตรวจตั้งแต่ก่อนเข้าเครื่องแล้ว แล้วก็โอเคทุกอย่างก่อนจะผ่านเครื่องได้) พอเดินมารออีกฝั่ง เอ๊ะ มันจะค้นอะไรอีกวะ งง เราก็นึกว่า เออ มาตรการรักษาความปลอดภัย อะไรงี้มั๊ง สักพัก เอ๊ะ ไอ้นี่แม่งไม่คืนสักที เลยถามมัน

                    ...เอ่อ เฮียๆ กระเป๋าผมอ่ะ ขอคืนได้ยัง...

                    ...อ่าว นี่กระเป๋าน้องหรอ ทำไมไม่บอกเล่า จะได้ไม่ต้องค้นอีก...

                    ...ไอ้นี่ก็ของน้องรึเปล่า...

                    ...ใช่ครับ...

                    ...เสียเวลาจริง ค้นทำไมไม่รู้...

                    คือ สิ่งที่เราเห็นคือ เค้าค้นกระเป๋าจองคนเวียดนามเยอะมาก แล้วก็ค้นของเรา เค้าก็คงนึกว่า กระเป๋าเราเป็นของคนเวียดนาม แต่พอร็ว่าเป็นของเราเท่านั้นแหละ

                    ...อันนี้ของ ยู รึเปล่า ดูของในกระเป๋าซิ มีอะไรหายมั๊ย ขอโทษจริงๆที่ค้น...

                    โคตรดับเบิ้ลสแตนดาร์ด เลยครับ ถ้าของคนไทยนี่ผ่านสะดวก แต่ถ้าเวียดนามนี่ เหนื่อยหน่อย        

                    มาหากาแฟกินอยู่ตรง ร้านกาแฟจาว่า พร้อมๆไปกับการใช้เงินดอลล์เป็นครั้งแรก กาแฟที่นี่รสชาติดี แถมราคาก็ไม่แพงมาก (ราวๆ 3 เหรียญ ก็ตกประมาณ 100 บาท อ่าวเฮ้ย แพงนี่หว่า!!!) แต่โอเคครับ กาแฟรสชาติใช้ได้เลย หลังจากนั้นก็ขึ้นเครื่องมาที่แอตแลนต้า อย่างที่บอกว่า สนามบินที่นี่ใหญ่มาก แล้วก็จะต้องใช้ชีวิตการทำงานอยู่ที่นี่เป็นเวลา 3 เดือน เข้ามายังไม่ได้ถ่ายรูป แต่ถ้ามีโอกาสจะกดชัตเตอร์มาให้เพื่อนๆได้ชมกัน ตอนนี้เอาภาพเท่าที่มีไปดูก่อน

                    เอาหละ ได้เวลาไปแล้ว ยังไงก็ติดตามเรื่องราวของกระเหรี่ยงเข้ากรุงรอบนี้ ได้ในโอกาสต่อไป เวลา 3 เดือนอีกยาวนานนัก คงมีเรื่องเปิ่นๆให้เล่าอีกเยอะแยะ 

                                    โชคดีเด้อ ทุกๆคน

                                                                                                                                                                    แก๊ป

                                                                                                                                          10 มีนาคม 7:59 PM (เวลาไทย) 7:59 AM (เวลาแอตแลนต้า)

                                                                                                   

                   

    March 05

    เพื่อนๆ

    หลังจากทิ้งไว้ร่วมเดือน วันนี้ก็ได้วาระอันสำคัญยิ่งอีกครั้ง ที่ยอดกระทาชายนาย แก๊ป จะกลับมาอัพ space ให้คุณๆท่านๆ ได้อ่านกัน
     
    นับมาจนถึงวันนี้ก็เป็นเวลาเฉียด 4 ปีเต็ม ที่เราได้เข้าร่วมและเป็นส่วนหนึ่งของ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ซึ่งนักเรียน นักศึกษา ในรุ่นเดียวกันหลายคนอยากเข้า แต่ไม่ได้เข้า เรียกได้ว่า หลายคนใฝ่ฝันเสียด้วยซ้ำ แต่ก็ฟาดคราวซวยไปเมื่อ ต้องเสีย 1 ที่นั่งให้กับ มหาเอกบุรุษแห่งยุคสมัย "ไอ้แก๊ป" ผู้นี้นี่เอง
     
    หลายครั้งหลายคราที่ คณะ และ มหาวิทยาลัยแห่งนี้ ได้สั่งสอนแล้วส่งเสริมให้เรา มีความสามารถมากขึ้น มีวุฒิภาวะสูงขึ้น รวมไปถึง แกร่งกล้าขึ้นด้วยประสบการณ์ซึ่งคอยหล่อหลอม คนอย่างเรา ให้เป็นคนมากขึ้น แต่สิ่งเหล่านั้น จะผ่านเข้ามาในชีวิตในชีวิตเราได้อย่างไร หากไม่มีบุคคลกลุ่มหนึ่ง ซึ่งสังกัดตัวเองอยู่ในจำพวก "เพื่อน"
     
    วันนี้ พื้นที่ว่างเปล่าแห่งนี้ขออุทิศให้กับ บุคคลซึ่งมีบุญคุณ หรือ บุคคลซึ่งเราเรียกว่า "เพื่อน" หรือ "พี่" หรือ "อาจารย์" หลายๆท่าน ที่จะขอเอ่ยนามเอาไว้ ณ ที่นี้ รวมไปถึงวีรกรรมสารพัดอย่างของพวกคุณ ก็จะขอเอามาเปิดเผย ณ ที่นี้ (ถ้ามีโอกาสจะเอารูปมาลงไว้ให้เพื่อนๆ ที่ไม่รู้จักได้ยลโฉมก็แล้วกันนะ)
     
    บุคคลแรก ขอกล่าวไว้อาลัยให้กับครอบครัว "ทองสม" ซึ่งเป็นครอบครัวของ "เพื่อนป๊อป" ของเรานั่นเอง
    ถ้าหลายคนยังจำกันได้ "ป๊อป" คือเพื่อนของเราซึ่งเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ เมื่อสมัยช่วง ปี 3 ตอนต้นๆ แต่จริงๆแล้วเรารู้จักกับป๊อปมาตั้งแต่งาน "กลิ้งเกียร์" สมัยยังเป็นน้องใหม่
    อยู่เลยด้วยซ้ำ ครั้งที่เห็นป๊อปครั้งแรก รู้สึกได้เลยว่า "...ไอ้นี่ น่ากลัว ไม่น่าคบเป็นเพื่อนเลย..." เพราะป๊อปเป็นคนร่างกายสูงใหญ่ ตัวดำ หน้าโหด ตามแบบฉบับ "เด็กใต้" ขนานแท้ แต่ป๊อป ก็สร้างสะพานแห่งมิตรภาพหาทุกๆคนด้วยรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะของป๊อป ที่มีอยู่ตลอดเวลา และไม่มีทีท่าว่ามันจะเลือนหายไปจาก หน้าของป๊อปเลย (ยกเว้นตอนมันเมา แล้วเอาหัวโขกพื้นคอนกรีต) นับเป็นเพื่อนคนแรกๆที่เรารู้จักในคณะนี้ และป๊อปก็มักจะเป็นเพื่อนในหอพักที่ดีอยู่เสมอๆ แวะมาเยี่ยมเยียน ชวนออกไปกินข้าว ลากกูไปเล่นวินนิ่ง(ทั้งๆที่อยู่ในช่วงสอบ) พาตัวเองมาให้กูติวหนังสือ(เสร็จแล้วก็ลากกูไปเล่นวินนิ่งต่อ) แบ่งปันเกม ขนม และสารพัดอย่างให้เพื่อน รวมไปถึงแรงงานและแรงใจ ในการทำงานกิจกรรม ทั้งๆที่ป๊อปเองไม่สามารถเข้าร่วม "คณะกรรมการนักศึกษา" ได้ แต่ป๊อปก็มาตบไหล่เราแล้วบอกว่า "แก๊ปมีอะไรมึงบอกกูนะ เดี๋ยวกูช่วยมึงเอง" ทั้งๆที่มึงกำลังติด warn นับเป็นเพื่อนที่หาได้ยากจริงๆ แต่ป๊อปก็มาด่วนจากพวกเราไป วันที่ได้ข่าวป๊อปตายวันแรก เราไม่อยากร้องไห้ แต่ก็ต้องร้อง เพราะป๊อปคือเพื่อนที่เป็นที่สุดของเพื่อน จริงๆ
     
    บุคคลต่อมา ขอกล่าวขวัญถึง "กานต์" นามจริงและนามเล่นของ "เพื่อนกานต์" ของเรานั่นเอง
    กานต์เป็นเพื่อนของเราตั้งแต่สมัยประถม แต่มาพลัดจากกันช่วงมัธยม แล้วก็มาเจอกันอีกครั้งที่คณะ เจอกานต์ครั้งแรกรู้สึกจะเป็นงานรับน้องที่เกษตรฯ(มั๊ง) กานต์เป็นบุคคลผู้สร้างรอยยิ้ม และสีสันให้กับเพื่อนๆ ได้ตลอดเวลา รวมไปถึงความเป็น "อะไรก็ได้" ของมึง ทำให้มึงเข้ากับเพื่อนๆ รวมไปถึง พี่ๆน้องๆ ได้ง่าย กานต์เป็นเพื่อนทั้งที่คณะ ที่หอ เพื่อนทำกิจกรรม เพื่อนคู่หู คู่คุย รวมไปถึงเป็นอาจารย์ประจำวิชา "จีบหญิง" ให้กับเราหลายครั้งหลายครา เพราะด้วยความเจนสนามของ "พี่กานต์" ของน้องๆสาวๆ ชาวสามเสนรวมไปถึง สาวๆคณะต่างๆในมหาลัย ทำให้กานต์มีประสบการณ์โชกโชนกับเรื่อง หญิงๆ แต่ปัจจุบัน กานต์ก็มีแฟนนามว่า "น้องก้อย" ไปเรียบร้อยแล้ว ก็ขอให้อยู่กันยืนยาวเด้อ (แจกการ์ดเมื่อไหร่บอกกันด้วยหละ)
     
    บุคคลต่อไป ขอเป็น "เพื่อนเอก" ละกันนะ
    เอก หรือจริงๆคือ "โน๊ต" แต่เพื่อนๆเรียกติดปากกันว่าเอก รู้จักเราตั้งแต่งาน"ประชุมเชียร์" เพราะเราเป็นคนหนึ่งที่ขึ้นมาช่วยดูเพื่อนๆ ซึ่งตอนนั้น เอกก็ขันอาสามาช่วยเป็นแม่ทัพใหญ่ด้วยอีกแรง รวมทั้งลากเพื่อนๆอีกหลายราย ทั้งที่สร้างความสุข และสร้างความปวดหัวให้กับเรา แต่เอกก็เป็นคนที่ทุ่มเทให้กับงาน และเป็นคนที่สนุกสนานกับสิ่งที่ตัวเองทำอย่างเต็มที่ เอกเป็นทั้ง รองฝ่ายกีฬา ประธานภาคไฟฯ หัวหน้าลีดตลก ประธานค่ายอาสาคณะ รวมถึงสารพัดอย่างที่เอกเข้าไปมีส่วนร่วม กระทั่งล้อการเมือง เอกก็ขอไปมีเอี่ยวกับเค้าด้วย ซี้กับเอกจริงๆ ก็คงจะเป็นการช่วยกันทำงาน "ไม้ไอติม" ในห้องเชียร์ที่ตอนนั้นรวมพลกันทำงานที่ห้องเรา (B2) แล้วมันก็ถูกทำลายอย่างไม่มีชิ้นดี ในเย็นวันต่อมา แต่นั้นก็คือวันที่พวกเราได้รู้จักกันมากขึ้นที่สุด และ เอกก็เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความเป็นตัวของตัวเราเองด้วย ขอบคุณๆ
     
    นามต่อไปคือ "เพื่อนได๊"
    ไอ้ได๊ เป็นที่รักของเพื่อนๆภาควิชา อุตสาหการ เป็นอย่างยิ่ง เพราะเนื่องจากจะเป็นประธานภาคแล้ว ได๊ยังมักจะเป็นอาจารย์กวดวิชาของเพื่อนๆ ในช่วงก่อนสอบเสมอ บอกตรงๆว่าไม่เคยรู้จักกับได๊มาก่อนเลย จนกระทั่งวันเลือกประธานรุ่น ที่วันนั้นเราได้เลือกขึ้นมาพร้อมกับกระทาชายนามว่า "ได๊" ทั้งๆที่เรารู้สึกว่าเรารู้จักเพื่อนเยอะแล้ว แต่กูก็ยังไม่รู้จักกับมึงอยู่ดี งงมาก แต่เมื่อได้ ได๊ มาช่วยงานในตำแหน่ง "รองประธานรุ่น" แล้ว บอกตรงๆว่าสบายใจกับงานที่ได้มอบหมายให้ทุกงาน(แม้งานไหนจะใหญ่ไปบ้างก็กราบขออภัยเอาไว้ด้วย) และได๊ก็เป็นคนที่ทำงานได้เนียนเรียบเสมอ ไม่เคยบกพร่อง ไม่เคยติดขัด และไม่เคยสร้างปัญหาให้กับเพื่อนทีมงานคนอื่นๆเลย ซี้กับได๊มากขึ้น น่าจะเป็นงาน "ค่ายเหลาดินสอ ครั้งที่ 1" นะ เพราะช่วงที่เป็นยามกันตอนกลางคืน 3-4 คนไม่มีอะไรทำก็นั่งคุยกัน จนเช้า แยกย้ายกันไปอาบน้ำแล้วก็มาทำงานกันต่อ เรียกได้ว่า ซี้กันสุดๆ จนทำงานต่อกันเรื่อยมา
     
    คนต่อไป "ไอ้กิ๊ก"
    นั่น ไอ้แก๊ปมีกิ๊ก เป็นตัวเป็นตน ครับ ฮ่าๆๆๆๆ เพื่อนกิ๊ก หรือในนาม "ไอ้สระบุรี" ถูกสร้างความทรงจำขึ้นในหัวสมอง รู้สึกจะเป็นงาน e-Camp#6 ที่กิ๊กมาช่วยงานเป็นพี่เลี้ยง แล้วกิ๊กก็ได้รับฉายาเป็น "ไอ้สระบุรี" นับแต่งานนั้นเป็นต้นมา เนื่องจากในขณะที่น้องๆเหล่าพี่เลี้ยงกำลังคุยสรุปงาน และ กำลังเมาท์กันอยู่นั้น ประเด็นในช่วงนั้นคือ "ตกลงว่าไอ้ที่น้องๆในค่ายกำลังทำอยู่เค้าเรียกว่า รถ หรือ หุ่นยนต์"(เนื่องจาก พี่ๆฝ่ายห้องแลบเค้าเรียกว่าหุ่นยนต์ แต่จริงๆแล้วมันคือรถที่วิ่งไปตามเส้นสีขาวได้) ในขณะที่ทุกคนกำลังให้เหตุผลเพื่อสนับสนุนคำตอบของตัวเองกันอยู่
    "...มันก็ต้องเรียกว่ารถดิพี่ ก็มันมีล้อวิ่งอยู่บนพื้นใช่มะ ก็ต้องเรียกว่ารถ..."
    "...เป็นหุ่นยนต์ดิวะ มันมีสมองไง เป็นกลไก ที่ใช้ขับเคลื่อนรถให้ไปตามเส้นได้..."
    "...ก็ถ้ามีวงจรไฟฟ้าและคิดได้เองโดยที่ไม่ต้องสั่งการ มันก็น่าจะเรียกว่า "หุ่นยนต์" ได้นะ..."
    เสียงไอ้กิ๊กดังขึ้นมาจากแถวๆมุมห้อง
    "...ไอ้เฮียเอ๊ย พวกมึงนี่ ถ้าเป็นหุ่นยนต์แล้วนาฬิกาแปลงร่างมันอยู่ไหนวะ..."
    เท่านั้นแหละครับ เงียบกันทั้งห้อง มองเป็นสายตาเดียวกัน จนน้องออฟผู้ที่มาจากจังหวัดเดียวกันกับไอ้กิ๊ก ก็พูดสกัดความเงียบขึ้นมา
    "...โห ผมสียใจแทนพี่จังหวัดผมจริงๆ..."
    นับแต่วันนั้นมา ไอ้กิ๊กก็ได้รับฉายาเป็น "ไอ้สระบุรี"ตามถิ่นฐานบ้านเกิดของมัน
    กิ๊กเป็นเพื่อนอีกคนหนึ่งที่ ทำงานมากมาย ทั้งงานกน. งานชุมนุมดนตรี ช่วยงานเราหลายอย่างจนหลายครั้งก็รู้สึกเกรงใจในปริมาณงานที่สั่งไปที่เยอะมาก แต่กิ๊กก็ทำงานกลับมาให้เราได้หมด โดยปริปากบ่นตลอดระยะเวลาการทำ กิ๊กเป็นตัวอย่างให้กับน้องๆที่ต้องการจะย้ายภาควิชา ว่า"มันยากมาก มึงอย่าทำเลย" ด้วยการมาแฝงกายเป็นเพื่อนภาคคอมอยู่ 1 เทอม เนื่องจากไม่กล้าเลือกภาคคอมตั้งแต่ตอนแรกทั้งๆที่เกรดเลือกภาคก็สูงมาก สุดท้ายก็ไปตกอยู่ภาคเครื่อง มาทำเรื่องขอย้ายภาคก็เรียนได้ไม่ถึงเกณฑ์ จะกลับไปเก็บหน่วยให้ทันเพื่อนๆภาคเครื่องก็ไม่ทันแล้ว เลยต้องจำใจยอมเรียน 5 ปีอย่างช่วยไม่ได้
     
    นอกจากนี้แล้ว เพื่อนๆในคณะที่ไม่ได้เล่าวีรกรรมให้ฟังอย่าง เนต(ช-เคมี) จิ๊น(โยธา) กัส(อุตฯ) โอ๊ค(อุตฯ) เอ็กซ์(คอม) บี(คอม) บั๊บเบิ้ล(คอม) ปอม(ไฟฟ้า) ฟาง(อุตฯ) กบ(คอม) เบียร์(TEP) อิ๊ก(ไฟฟ้า) ต้อง(ไฟฟ้า) ประพัน(อุตฯ) วอลเล่ย์(อุตฯ) กร(อุตฯ) อั๋น(เครื่อง) เฮ้า(เครื่อง) มิน(เครื่อง) โน๊ต(เครื่อง) กุ๊บกิ๊บ(ไฟฟ้า) จอม(อุตฯ) เอ(เครื่อง) เอ็ม(เคมี) หมี(เคมี) พวกนี้ที่ไม่ได้เล่านี่ ไม่ใช่ว่าไม่มีวีรกรรมหรือว่าลืม แต่อย่างใด เพียงแต่ว่า กลัวว่ามันจะยาวเกินไป เลยเอาแค่พอประมาณแต่นี้พอละกันนะ วันหลังถ้ามีเวลาจะเขียนแล้วก็เอามาลงไว้ให้อีกที
     
     ต่อไปก็ขอสาธยาย ถึงพี่ๆ ท่านอื่นๆกันบ้างละกัน เริ่มจาก
    "พี่เอ้" EE#12 ประธานเกียร์12 - ผู้เริ่มต้นสอนงาน และการทำกิจกรรมให้กับเราในช่วงเริ่มต้น และเป็นแม่แบบในหลายๆอย่าง
    "พี่เป็ด" แห่งกองกิจการนักศึกษาและ IDEA - ผู้ขุดทักษะและความสามารถให้เอาออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ ขอบคุณมากๆครับ บุญคุณนี้ยังไม่ลืม และจะขอตอบแทนเมื่อสบโอกาส
    "พี่ชล" เศรษฐศาสตร์ TU - ผู้ช่วยชีวิตของเราให้กลับมาเดินในทางที่ถูกที่ควร(ในเรื่องการทำงาน) และปัจจุบันยังทำงานกับพี่เค้าอยู่
    "พี่ยะ" IE#13 ประธานภาคอุต - ผู้มาพร้อมรอยยิ้มและประสบการณ์ดีๆในการทำกิจกรรมอย่างเสมอๆ
    "พี่อาร์ต" CE#14 ประธานรุ่น 13 - พี่ที่น่ายกย่องและน่านับถือที่สุดในคณะแห่งนี้ แม้พี่จะไม่เคยสอนอะไรโดยตรงกับเรา แต่โดยทางอ้อมแล้ว พี่อาร์ตยิ่งใหญ่เสมอ
    "พี่ปาล์ม EE#13 พี่รหัสผู้น่ารัก - พี่ปาล์มผู้คอยดูแล เทคแคร์ให้หนังสือ มาตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ได้เจอกัน ซึ้งในบุญคุณสุดๆครับ
    อีกสารพัดพี่ที่ไม่ได้กล่าวถึง ก็ขอยกยอดเอาไว้เช่นเดียวกับเพื่อนๆ ก็แล้วกันนะครับ
     
    หลังจากเขียนมายาวนานก็ถึงเวลาปิดฉากบทความอันนี้ด้วยเหตุผลของการเขียนในวันนี้ก็เพราะ เป็นช่วงเวลาที่ใกล้จะต้องจากลาเพื่อนๆหลายคน เพราะกำลังจะจบการศึกษากันหมดแล้ว (แม้เราจะยังไม่จบก็ตาม) ก็ขออวยพรให้เพื่อนๆ โชคดีนะครับ มีอะไรก็กลับมาคุยกัน ปรึกษากัน อย่างเคยนะ แล้วเราจะรีบตามออกไป
     
    ก่อนจากฝากทิ้งท้ายสำหรับใครหลายคนที่ยังไม่รู้นะครับ  วันที่ 9 มีนาคมนี้ ประเทศสหรัฐอเมริกา กำลังจะมีโอกาสต้อนรับบุคคลสำคัญระดับประเทศอีกท่านหนึ่งนะครับ นั่นก็คือ.....
     
    "กูนั่นเอง" คือ เรากำลังจะไปโครงการ work&travel ที่อเมริกานะครับ ไปที่ รัฐจอร์เจีย เมืองแอตแลนต้า เป็นระยะเวลา 3 เดือน นะครับ กลับมาราวๆ "มิถุนายน" ก็ขอถือโอกาสร่ำลาไว้ ณ ที่นี้เลย ละกันนะ คาดว่าพบกันคราวหน้า จะเอาประสบการณ์จากต่างแดนมาฝากนะคร๊าบบ
     
    ปล.ใครอยากฝากซื้ออะไร หรือ อยากฝากดูราคาอะไร ก็ส่งเข้ามาที่เมล์นะ (อย่าบอกผ่าน msn เดี๋ยวลืม) แล้วก็อย่าฝากมากนักหละ มันเปลืองตังค์(กู)