GaBBy's profileGiGaBBiO EnTaNiA#14PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
|
October 28 ตึกสืบเนื่องจากการได้ไปงานหนังสือแห่ชาติ แห่งโลก มาครับ เดินไปที่บู๊ท a book ของหนังสือในเครือ a day ซึ่งผมมักจะได้หนังสือที่ทำให้ หัวของผมเอียงมากขึ้น จาก บู๊ทนี้มากมายหลายเล่ม ปีนี้เลยหมายมั่นว่าจะไปหาหนังสือ “หัวเบี้ยว” มาอ่านสักหลายๆเล่ม
ด้วยจำนวนคนที่มาก และ สงครามตบตีแย่งชิงหนังสืออันดุเดือด ผมเหลือบไปเห็นหนังสือเล่มเล็กๆ ปกสีขาว หน้าปกมีเพียงตัวอักษร “ณ” อยู่ที่หน้าปก ซึ่งลักษณะตัวอักษรเหมือนการเขียนแบบแปลนบ้าน เห็นแล้วถูกใจมากครับ โดยเฉพาะชื่อผู้เขียนที่ชื่อว่า “นิ้วกลม” ยิ่งทำให้ผมไม่ลังเลใจที่จะคว้าหนังสือเล่มนี้ยื่นให้คนขาย ก่อนที่จะไปเลือกหนังสือเล่มอื่นๆต่อ เพราะผมเคยพลาดหวังจากหนังสือเรื่อง “อิฐ” (คุณ “นิ้วกลม”เป็นผู้เขียน) ที่ปีที่แล้วซื้อมาแล้ว ดันไปทำกระเป๋าหายระหว่างการเดินทางกลับ
เรื่องราวในหนังสือ เป็นการเล่าเรื่องจากสถานที่ที่คุณ “นิ้วกลม” ไปประสบเจอมา แล้วนำมาเล่าในมุมที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย คุณ “นิ้วกลม” มีแนวคิดและมุมมองที่ค่อนข้างเรียบง่าย และ มีอิสระ พอสมควร ทำให้ผมชอบงานเขียนของคนๆนี้อยู่ไม่น้อย
ผมอ่านเจออยู่ “ณ” หนึ่งซึ่งค่อนข้างโดนใจผมมากๆ ในตอนนี้ หลายๆคนที่ได้สนทนา พูดคุยผ่านตัวอักษรกับผมใน msn ในช่วงหลังๆ คงจะเห็นชื่อของผมที่ขึ้นเอาไว้ว่า “อุดมการณ์มันกินไม่ได้.....แต่เราแบ่งเวลาให้กับมันได้นี่นา” มานานแล้ว ด้วยสาเหตุที่ว่า ตอนนี้ผมมีเรื่องให้ตัดสินใจในชีวิตอยู่เรื่องนึง ซึ่งผมจะมาพูด (พิมพ์) ต่อให้ฟัง (อ่าน) หลังจากที่ผมได้นำเสนองานเขียนของคุณ “นิ้วกลม” ซะก่อน
งานเขียนบทนี้ คุณ “นิ้วกลม” ได้มีโอกาสไปชมคอนเสิร์ต “เรื่องราวบนแผ่นไม้” ของเฉลียงที่หอประชุมธรรมศาสตร์ เมื่อสักประมาณ 7 ปีที่แล้วครับ แต่เรื่องที่กล่าวถึงคือ(ผมเพิ่มเติมความคิดเห็นของตัวเองลงไปด้วยนะครับ โดยยึดจากบทความของคุณ “นิ้วกลม”) คนเรามักจะมีความฝันอยู่เสมอครับ หลายคนฝันอยากเป็นนักบิน ครู ทหาร หมอ ตั้งแต่ตอนเด็กๆ เปรียบเสมือนการสร้างตึกเอาไว้
จนเมื่อเราโตมา ตึกเหล่านี้อาจถูกทิ้งให้ร้าง หรือ ตึกเหล่านี้ก็อาจได้รับการก่อร้างสร้างตึก จนเกือบสมบูรณ์ แต่จนแล้วจนรอด คนเราเมื่อถึงเวลาหนึ่ง จะต้องมีโอกาสสร้างตึก 2 ตึกเสมอ ตึกหนึ่งไว้สำหรับพักอาศัยเอง ส่วนอีกตึกหนึ่งเอาไว้ให้คนอื่นมาอาศัยเป็นที่พักพิง เช่น คุณครูทีหน้าที่สอนหนังสือ ตึกของตัวเองก็คือ สอนเพื่อเอาเงินมาเลี้ยงชีพตัวเอง ส่วนตึกอีกหลัง ก็เพื่อให้ลูกศิษย์ลูกหา เข้ามาพักพิงชั่วคราว ก่อนที่ศิษย์เหล่านั้นจะลาออกไปตามกาลเวลา
คุณ “นิ้วกลม” บอกว่า ถ้าคนเราสร้างตึกใดตึกหนึ่งโดยไม่สนใจ อีกหลังหนึ่งเลย ก็จะเป็นการ “สุดโต่ง” เกินไป เช่น ถ้าครูคิดแต่จะสร้างตึกของตัวเอง โดยไม่ได้สนใจเลยว่าลูกศิษย์มันจะมีความรู้รึเปล่าก็ช่างหัวมัน หรือถ้าครูมุ่งมั่นเอาแต่จะสอนลูกศิษย์โดยไม่สนว่าตัวเองจะกินแกลบขนาดไหน มันก็ออกจะดูเกินไปสักหน่อย พูดง่ายๆว่า มันควรจะมีจุดที่ “พอดี” กัน สามารถเดินไปทั้งสองทางได้พร้อมๆกันได้นั่นแหละ
ตอนนี้ในชีวิตผมผมกำลังดำเนินการสร้างตึกทั้ง 2 ตึกนี้ไปพร้อมๆกันครับตึกหลังหนึ่งผมสร้างไว้ให้ตัวเองและครอบครัวในอนาคตของผมอยู่ ผมกำลังจะจบการศึกษาในปีนี้ ผมจะออกไปทำงานหาเงินเดือนมาเก็บหอมรอมริบเอาไว้เพื่อสร้างอนาคตให้กับตัวเอง แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็พร้อมที่จะทำงานเพื่อสังคมที่ผมรัก และผมก็เชื่อว่าตึกหลังนี้ผมไม่ได้สร้างอยู่คนเดียว มีพี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ หลายคนกำลังร่วมสร้างไปกับผม และผมก็เชื่อว่าตึกหลังนี้จะน่าอยู่กว่าตึกหลังแรกของผมแน่ๆ
ที่สำคัญที่สุดคือ ตึกทั้งสองหลังของผม มันจะต้องโตขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่ค้างเติ่งไว้แน่นอน
แล้วพวกคุณหละ สร้างตึกอะไรกันอยู่ มีตึกหลังที่สองแล้วรึยัง? October 24 เต็มใจให้วันนี้มีโอกาสได้ฟังเพลงนี้จาก วิทยุ ดีใจจังที่ได้ฟังเพลงนี้ มันทำให้เราเรียนรู้อะไรได้หลายๆอย่าง อยากแนะนำให้เพื่อนๆได้ฟังกัน
ผมไม่แน่ใจว่าเพลงนี้ เป็น ศุ บุญเลี้ยงแต่งเองเลยรึเปล่านะ แต่ขอบอกเลยว่า มันสุดยอดมากๆ อ่านเนื้อไปพร้อมๆกันการฟังเพลงละกัน
ฉันรู้ควรรักเธออย่างไร เพราะรู้ความจริงเป็นเช่นไร
ฉันรักรักเธอเพราะใจอยากให้ ใช่รักเพียงเพื่อครอบครอง
ไม่เคยร้องขอรักตอบ ไม่เคยเรียกร้องสิ่งใด
เพียงเธอรับรู้มีฉันคอยห่วงใย สิ่งนั้นมันมากมายเกินพอ
*ขอเพียงได้คิดถึง แค่นี้ก็สุขใจ แม้เธออยู่ไกลแสนไกล แม้ใครอยู่ข้างเธอ
**ฉันรู้ควรรักเธออย่างไร จึงยอมเข้าใจทุกอย่าง ไม่ช้ำไม่เสียใจไม่เคยบาดหมาง ทุกอย่างเต็มใจให้เธอ
(* , **)
ไม่ช้ำไม่เสียใจไม่เคยบาดหมาง ทุกอย่างเต็มใจให้เธอ
เนื้อเพลงสั้นมากๆ ข้อความเพียงไม่กี่บรรทัด แต่กลับสอนคนหลายคนให้ได้รับรู้ ยิ่งหลังๆผมได้ยินวัยรุ่นไทยหลายคน พยายามฆ่าตัวตาย เมื่อแฟนสาว(หรือแฟนหนุ่มก็ตาม) ไม่สนใจ ไม่ดูแล อย่างที่เคยเป็น หรือ เวลาพลาดรักจากใครสักคนหนึ่ง ก็มักจะอยากฆ่าตัวตายกันง่ายๆซะอย่างนั้น เพลงนี้เขาบอกให้เรา เข้าใจว่าตัวเองอยู่ตรงไหน และเต็มใจให้ซึ่งความหวังดีที่เรามีให้เขาอยู่เสมอ ไม่ต้องไปทุ่มเทให้หมดตัว หมดใจ แต่ทุ่มเทแต่ "พอเพียง" ก็พอ แล้วถ้าเธอไม่รักหละ? ก็ไม่ต้องไปเสียใจ แล้วก็ไม่ต้องไปบาดหมางใคร เราต้องเต็มใจให้เธอ ทำสิ่งดีๆเพื่อเธอตลอดไป (เชดด โคตรพระเอก) ช่วงหลังผมผ่านพบเรื่องราวอันหนึ่ง ซึ่งบอกได้ตามตรงว่าเจ็บใจมาก แต่ก็ต้องทำ เพราะเธอคือคนที่ผมเรียกได้เต็มปากว่าเป็น "แฟนเก่า" เพียงคนเดียวที่ผมมี เธอไม่ได้มาปรึกษาผมเรื่องความรักของเธอหรอก แล้วเธอก็ไม่เคยเล่าอะไรให้ผมฟังเกี่ยวกับความรักของเธอด้วย และเธอมักจะบ่ายเบี่ยงทุกครั้งที่ผมถามถึงเรื่องความรักของเธอ เธอมาปรึกษาเรื่องที่ทำงานของเธอ รวมถึงโอกาสที่จะได้ไปต่างประเทศ ทั้งหลายทั้งปวง ผมให้คำปรึกษาด้วยความเต็มใจ แต่ไม่ได้หวังว่า เธอจะกลับมาหาผม เพราะผมเข้าใจดีถึงความสัมพันธ์ของเราในตอนนี้ ว่าให้ตายยังไง ก็ยังเป็นได้แค่เพื่อนเท่านั้น ผมมักจะบอกในการสนทนาระหว่างเราเสมอ ว่าให้เธอไปปรึกษากับ แฟนของเธอ สิ เค้านั่นแหละคือคนที่จะช่วยคุณได้ แต่ดูเหมือนเค้าจะไม่ค่อยสนใจนะ เท่าที่ผมอ่าน (เพราะส่วนใหญ่จะพิมพ์ msn คุยกัน) ผมรู้สึกเสียใจจัง ว่า "เพื่อน" ของผมคนหนึ่ง ถูกคนที่เค้ารักไม่ได้ใส่ใจดูแล ผมไม่รู้ว่าเรื่องราวเป็นแบบไหน แต่สุดท้ายแล้วผมก็ดีใจที่เธอตัดสินใจอะไรบางอย่างได้ โดยมีผมเป็นส่วนหนึ่งของกำลังใจที่มอบให้เธอไว้ หลังจากวันที่ปัญหาของเธอคลี่คลาย 1 วัน เธอชวนผมออกไปเที่ยวตอนกลางคืนกับเพื่อนๆของเธอซึ่งผมรู้จัก แต่ผมไม่ว่าง ทั้งๆที่ผมอยากไปหาเธอมากๆ เพียงเพราะผมไม่ได้เจอเธอมานานมาก (ไม่นับงานรับปริญญาที่เจอกันประมาณ 10 นาทีและไม่ได้คุยอะไรกัน) ผมบอกได้คำเดียวว่า "คำปรึกษา" และ "ความหวังดี" ทั้งหลายที่ผมมอบให้เธอนั้น ผม "เต็มใจให้" เธอครับ....
October 19 ภาวะโลกร้อนหายไปเนิ่นนาน จนหลายคนลืมไปแล้วว่า เรามี space เหมือกับที่เราลืม ห้าๆๆๆๆๆ
ช่วงเวลาที่หายไปไม่ใช่ไม่อยากเขียนหรือ ไม่มีอะไรจะเขียนนะ แต่ไม่รู้ว่าจะเขียนอะไรจริงๆ....
งงใช่มั๊ย อืม เราก็งง ไม่มีอารมณ์เขียนมั๊ง ทั้งๆที่มีเรื่องมากมายผ่านเข้ามาในชีวิต แต่ก็รู้สึกไม่อยากเขียนอะไรเลย
แต่วันนี้มีเรื่องที่อยากจะเขียน อยากจะเล่าให้เพื่อนๆฟัง เพราะมันดูตลกมากๆ ในสายตาเรา แล้วก็คิดว่าในสายตาเพื่อนๆอีกหลายคนถ้าสังเกตเห็น
วันนี้เราถือโอกาสที่ไม่ค่อยว่าง จากภาระงานที่มากมาย ไปงานสัปดาห์มหกรรมหนังสือแห่งชาติ แห่งโลก ที่ไหนสักแห่ง (รู้สึกหลังๆเค้าเริ่มอัพเกรดเป็นหลายๆแห่งแล้ว) เอาว่า ไปงานหนังสือที่ศูนย์สิริกิตติ์ มาก็แล้วกัน ให้รู้ไว้เท่านั้น เพราะด้วยความที่ไม่ได้ไปงานหนังสือมานานแล้ว และคราวล่าสุดที่ไปก็ไม่ค่อยได้อะไร ไปงานนนี้ แม่ก็ถามตั้งแต่เช้าแล้วว่า "...ตั้งใจจะไปซื้ออะไร..." เราก็บอกว่า "...ยังไม่รู้เลย..." แม่ก็ถามว่า "...งั้นจะไปทำไม....."
เออ จริงด้วย จะไปทำไมวะ???
แต่ก็ไม่รู้หละ จะไป เพราะไม่อยากไปเสาร์อาทิตย์คนเยอะ อาทิตย์หน้าจะสอบ มันลงตัวที่วันนี้วันเดียว ก็เลย เอาวะ ไปก็ไป
งานหนังสือคราวนี้เหมือนทุกๆคราวที่ผ่านมา ผู้คนมากมายเดิวนเวียน บ้างก็นั่งตามริมห้องประชุม ราวกับเป็นสมัชชาคนรวย (เพราะถือหนังสือกันเป็นตั้งๆ เล่มละ 100 บ้าง 200 บ้าง จะไม่ให้เรียกว่าสมัชชาคนรวยได้ไง) บ้างก็เดินกันให้ควัก เข้าร้านโน้น ออกร้านนี้ บ้างก็วิ่งโร่ไปขอลายเซ็นผู้เขียนบ้าง
สิ่งหนึ่งที่ไม่ชอบใจเลย ไม่ว่าจะงานไหนๆ แล้วก็ยังเจออยู่ในทุกๆงานคือ...
จะเอารถเข็นไปทำเจี๊ยกอะไรกันครับ พี่จะไปขนผักกันรึไง
คืออารถเข็นขนาดย่อมไป กะว่าเพื่อความสะดวกสบายของตัวเอง แล้วเจ๊ (หรือมึง ถ้าเป็นผู้ชาย) ก็ลากแบบไม่ได้ดูหัวแม่ตีนคนอื่นเลย แบบว่า กูเดินลากราวกับไม่มีอะไรตามหลังมาเลย (ก็ใช่ครับ ในรถเข็นไม่มีหนังสืออะไรอยู่เลย.....แล้วถ้าไม่ซื้อหนังสืออะไรใส่ลงไป มึงจะเอารถเข็นกันมาทำไมวะ!!!!!!)
วันนี้โชคดีครับ ไม่ได้ใส่รองเท้าแตะไป แต่ไปเดินเจอสาวน่ารักคนนึงตอนแรกก็มองหน้าเฉยๆไม่มีอะไร เป็นเรื่องปกติ สักพักเจ๊แกยิ้มหน้าเหยๆ แล้วยกเท้าขึ้น รู้เลย แม่งโดนรถเข็นทับ สมน้ำหน้า ห้าๆๆๆๆ
อ่ะ กลับมาต่อที่บรรยากาศงาน หนังสือโดยส่วนใหญ่คราวนี้เป็นหนังสือที่เกี่ยวกับ "ภาวะโลกร้อน" ครับ หลายๆร้านจะมีหนังสือพวกนี้วางอยู่ โดยเฉพาะ มติชน ส่วนร้านอื่นๆ ก็หนีไม่พ้น ในหลวงบ้าง หลวงพ่อปัญญาบ้าง ส่วนที่เหลือก็ผสมปนเปกันไป ผมรู้สึกดีใจครับ ที่คนไทยหันมาให้ความสนใจกับภาวะโลกร้อน เพราะเป็นปัญหาที่ทั้งโลกกำลังเผชิญอยู่ การที่คุณช่วยให้โลกเย็นขึ้นได้ ไม่เพียงแต่จะทำให้ให้โลกหายร้อน (อะไรของมึงเนี่ย) แต่มันยังเป็นการช่วยสภาพแวดล้อม และ เพื่อรักษาโลกใบนี้ให้รุ่นลูกรุ่นหลานได้อยู่กันอีกด้วยครับ
โอ้ หลายคนคว้าหนังสือเกี่ยวกับ ภาวะโลกร้อน ไปอ่านครับ ขายดีเป็น เทน้ำเทกระดาษ แล้วทุกคนก็!!!!!!
ใส่ถุงพลาสติกกันคนละใบ
โอ้ แม่เจ้า นี่แหละ ผู้เป็นห่วงสภาพแวดล้อม
ผมก็ไม่รู้หรอกครับว่าถุงพลาสติกมันทำให้โลกร้อนขึ้นได้ยังไง หรือการที่เค้าเอาของที่เราซ์อใส่ถุงพลาสติกมันทำให้โลกร้อนขึ้นขนาดนั้น ทำไมเราไม่ติดแอร์ใส่ไว้ในถุงเลยหละ (อันนี้คนขายเค้าแซวผมมา)
ผมรู้แต่ว่า ผมไม่ชอบขอถุงพลาสติกจากร้านค้า เพราะเบื่อที่จะเอามาทิ้งที่บ้าน แล้วกระเป๋าสะพายเราก็มี ทำไมไม่ใช้ให้เกิดประโยชน์
อะไรที่มันพอจะทำได้ก็ทำไปเถอะครับ ไม่ต้องไปคิดอะไรให้ใหญ่โต
โอ้ถ้าเราจะช่วยโลกร้อน ต้องไปห้ามการถลุงเหล็ก แล้วก็ไปเย้วๆ ประท้วงให้ห้ามกันถลุงเหล็กกัน แต่กินข้าวกล่อง ใส่ถุงพลาสติก แล้วก็เอามาเผาทิ้ง นั่นแหละ โลกร้อนๆๆๆ
ทำง่ายๆที่บ้านครับ ลดการใช้ถุงพลาสติก (เค้าว่ากันว่าช่วยได้นะ ผมไม่รู้ ผมทำตาม) ปิดไฟดวงที่ไม่ได้ใช้ ระหยัดพลังงานให้บ้านให้เมือง ผมว่าแค่นี้ก็น่าจะโอเคนะ
อ่อ วันนี้ผมได้หนังสือมา ร่วมๆ 10 เล่ม จากประมาณ 5-6 ร้าน ผมได้ถุงมาแค่ใบเดียวเองแฮะ
ปล.ช่วงนี้ออนเอ็มทุกวัน ทักทุกคน อย่าแปลกใจนะ เหงาพิกล
ปล.2 ช่วงนี้จิตตกคุยกะใครไม่ค่อยรู้เรื่อง งานก็เยอะ ใกล้สอบด้วย ใครรู้วิธีแก้บอกด่วน
ปล.3 อ่อ เพื่อนผมเสนอวิธีการแก้โลกร้อนด้วยการ เปิดแอร์ทุกบ้านเลย โลกจะได้เย็นๆ (สาธุ ครับพี่ก้อย)
ปล.4 อีกวิธีนึงคือเราทำให้โลกมันร้อนขึ้นๆ พอน้ำแข็งขั้วโลกละลายได้ที่ น้ำเย็นไหลลงมาแล้ว ค่อยหยุด โลกจะได้เย็นๆ ห้าๆๆๆๆ
ปล.5 ....................พอเหอะ มันเริ่มเยอะแล้ว |
|
|