Profil von GaBByGiGaBBiO EnTaNiA#14FotosBlogListenMehr ![]() | Hilfe |
|
|
GiGaBBiO EnTaNiA#14Nobody is Perfect But a Team Can Be 10 Februar How to use 'Soulseek'จากความเป็นผู้ใช้ โปรแกรม Soulseek ที่รำคาญเวลาคนถามว่า "หาไฟล์ยังไง" อะไรแบบนี้ ผมก็เลยอยากเขียน "คู่มือการใช้โปรแกรม Soulseek ฉบับภาษาไทย" ขึ้นมานะครับ ผมขอเริ่มต้นที่หลังจากเข้าโปรแกรมมาได้เรียบร้อยแล้วนะครับ เพราะเข้าใจว่าทุกท่านคงเข้าโปรแกรมกันมาได้แล้วทุกคน เริ่มจากวิธีการ Search หาเพลง ที่ทุกคนต้องการกันเลยก็แล้วกัน จากหน้าจอของโปรแกรม ก็คลิกขวาเลยครับ คุณจะเห็นเมนูนี้โผล่ขึ้นมา จะขออธิบายเป็นข้อๆไปเลยนะครับ - Search for Files in Room เป็นการเปิดหน้าต่างค้นหาไฟล์นะครับ เดี๋ยวจะไปอธิบายอย่างละเอียดอีกครั้งนะครับ วิธีการค้นหาไฟล์ หลังจากที่คุณเข้าเมนู "Search for Files in Room แล้วคุณจะเจอหน้าต่างอันนี้ครับ จะเห็นจากด้านบนที่อยู่ในวงกลางสีแดงนะครับ อันนี้คือวิธีการพิมพ์ Search File นะครับโดยลักษณะการพิมพ์จะมีดังนี้ ...............(เว้นวรรคหนึ่งครั้ง)...................... โดยที่ส่วนแรก คือนามสกุลของไฟล์ครับ คุณต้องการจะหาไฟล์นามสกุลอะไรก็ใส่ได้เลยครับเช่น ส่วนหลังจากเว้นวรรคแล้วจะเป็นชื่อไฟล์ครับ ทีนี้ลักษณะการพิมพ์มันก็มีหลายแบบ มาลองดูกันครับ หลายคนอาจจะงง ให้ดูจากในภาพครับ ผมพิมพ์ search หาเพลงของพี่บอย ผมก็จะพิมพ์ว่า "mp3 *บอย" พอโปรแกรมทำการหาไฟล์เจอเรียบร้อยแล้วมันก็จะขึ้นมาให้เราเห็นครับ ซึ่งจะมีทั้งหมด 3 สี สีดำ อันนี้คือไฟล์นี้โหลดได้เลยครับ ไม่ต้องต่อคิว ดับเบิ้ลคลิกปุ๊บ โหลดปั๊บ เอาหละ นี่คือส่วนของการ Search File นะครับ แต่อย่างไรก็ตาม สังคม Soulseek คือสังคมแห่งการแบ่งปัน เพราะฉะนั้นแล้ว ก็ควรจะมีการ Share File กันด้วยนะครับ ซึ่งมีวิธีการดังนี้ จากหน้าจอแรกครับ ให้กดที่ปุ่ม "File Sharing" (จากรูปก็ตรงวงกลมอ่ะครับ) ก็จะมีหน้าจอนี้ขึ้นมาครับ โดยมีปุ่มต่างๆ ต่อไปนี้ครับ "Select save Folder" อันนี้จะเอาไว้เลือก Folder ที่เราโหลดมาครับ ว่าจะเอาไปไว้ที่ โนสกำพ wsofu เสร็จแล้วก็กด ok ออกไป เพื่อนๆก็จะแชร์ไฟล์ได้แล้วครับ แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าเราแชร์ไฟล์แล้วหละ?? ก็ดูได้ตรงชื่อเพื่อนๆเลยครับ ตรงนี้นะ ตัวอย่างอันนี้คือชื่อผมเองครับ ผมแชร์ไฟล์ไว้ทั้งหมด 1,342 ไฟล์ โดยความเร็วเฉลี่ยที่ผมสามารถ Upload ให้กับคนอื่นๆได้คือ 28.4 kb/s เพื่อนๆก็ลองสังเกตดูได้นะครับ เอาหละทีนี้ แค่เท่านี้เพื่อนๆก็สามารถหาเพลง และ แชร์เพลงจากเพื่อนๆในโปรแกรม Soulseek ได้แล้ว ทีนี้ผมจะเสริมลูกเล่นเอาไว้ให้เพื่อนๆใช้กันนะครับ ทุกครั้งที่เพื่อนๆ คลิกขวา ที่ชื่อเพื่อนคนอื่น เพื่อนๆจะเจอลิสต์คำสั่งต่อไปนี้ครับ อธิบายทีละบรรทัดเลยนะครับ - Add to list อันนี้ไว้สำหรับ Add ชื่อเพื่อนคนนี้เอาไว้ใน Friend List ครับ เอาไว้ดูว่า ตอนนี้เพื่อนคนนี้ออนไลน์อยู่รึเปล่า หรือ ว่า เพื่อนคนนี้แชร์ไฟล์ไว้เท่าไหร่ด้วยก็ได้ครับ ก็ประมาณนี้นะครับ มีประโยชน์บ้างมั๊ยนะ งั้นเพิ่มอันนี้อีกหน่อยละกันครับ อีก 2 ส่วนครับ ที่น่าสนใจคือ Toggle Away เอาไว้ตั้งเป็น Away ครับ(เหมือนใน msn นั่นแล) แต่ผมรู้สึกว่าอันนี้ดูไม่ค่อยมีประโยชน์เท่าไหร่นะ (ฮา) เท่านี้เพื่อนๆก็จะสนุกกับสังคมแห่งการแบ่งปันอย่าง Soulseek แล้วนะครับ อย่าลืมนะครับ มันคือ "สังคมแห่งการแบ่งปัน" ไม่ใช่ "สังคมแห่งการดูด" อย่างที่ใครเข้าใจนะครับ แล้วก็หากใครมีข้อสงสัยหรือ อยากจะมาพูดคุยกันก็ ส่งข้อความมาคุยกับได้นะครับ ผมใช้ชื่อ user คือ ~PuTToE~ นะครับ 15 November "ต้นไม้ใต้โลก"อยากให้เพื่อนๆได้อ่านข้อความขนาดมหึมานี้มากๆ มันยาวมากๆ ซะจนเราเองก็ยังตกใจหลังจากพิมพ์เสร็จ คือ 4 หน้ากระดาษ
แนะนำให้ copy ข้อความทั้งหมดหลังจากนี้ เก็บเอาไว้ใน File save เก็บไว้แล้วค่อยๆอ่านไป วันละน้อยก็ยังดี เพราะนี่ย่อยให้มากแล้ว
รบกวนเพื่อนๆหน่อยนะครับ
==========================================================================================================
อ่ากลับมาอีกครั้ง โดยที่ไม่มีใครเรียกร้องครับ เอ๊ะ หรือมีคนเรียกร้องแล้วเราไม่รู้หว่า อิอิอิอิ
สืบเนื่องจากการได้ไป “งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติและโลก” ครั้งที่เท่าไหร่ไม่รู้ ที่ผ่านมา เดินเข้าไปใน booth a book (อีกแล้ว) แล้ว booth นี้ก็ให้หนังสือที่แสนดีกับผมมาอีก 1 เล่มครับ หนังสือเล่มนี้ชื่อว่า “ต้นไม้ใต้โลก” ของ คุณทรงกลด บางยี่ขัน จริงๆตอนแรกไม่ได้ตั้งใจจะซ้อหนังสือเล่มนี้ แต่เหลือบไปเห็นสาวน้อยแสนน่ารักนางหนึ่ง หยิบหนังสือเล่มนี้แล้วซ้อไป เราก็เลยซื้อบ้าง เผื่อจะได้ตีซี้ แต่ก็เท่านั้นแหละ ตอนแรกก็คิด เสียตังค์ฟรีอีกแล้วเรา แล้วก็ขำๆกับตัวเอง
เวลาผ่านไปราว 1 เดือนหลังจากที่คว่ำ “ณ” ของคุณนิ้วกลม ลงได้ ก็เริ่มหยิบเล่มที่ 2 ขึ้นมาอ่าน นั่นก็คือหนังสือเล่มนี้นั่นเอง เปิดมาคำนิยมอันแรกก็แอบตกใจเล็กน้อย เพราะคนที่เขียนให้คือ “คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นักการเมืองหนุ่ม ผู้กำลังจะกลายเป็น นายกฯ คนต่อไปของประเทศ (หรือใครจะเลือก “ตาจมูกบาน” ก็ตามใจเนอะ)
หนังสือเล่มนี้บรรจุ ผมไม่รู้จะเรียกว่ามันเป็นวิธีการ หรือ อะไรดี เอาเป็นว่า ความคิดของคนบวมๆ 100 อัน ที่ทำเพื่อการช่วยเหลือสังคมที่เขาอยู่ให้น่าอยู่ขึ้น
วันนี้ผมก็เลยขอรวบรวมความคิดเจ๋งๆ ที่น่าจะทำได้ในประเทศไทยได้ มาลองให้เพื่อนๆ อ่านกันดูนะครับ เริ่มกันเลย
1. “อาสาออนไลน์” – ลักษณะจะคล้ายเวบบอร์ดที่เราคุ้นเคย ก็คือ จะมีองค์กรเพื่อสังคม เอางานเข้าไปโพสต์ เช่นพวก แปลหนังสือ เขียนหนังสือ หาทุน เขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ตามที่พวกเขาต้องการ แล้วก็ถ้าใครอยากเป็นอาสาสมัครที่มีทักษะด้านไหนๆ ก็เข้าไปให้ความช่วยเหลือกันเข้าบอกว่าตอนนี้มีคนสมัครเป็นอาสาสมัครประมาณ 15,000 คนเข้าไปแล้ว บางโครงการมีคนเข้าไปช่วยทำกันอยู่ใน 7 ประเทศ!!! โคตรเท่เลย ลองคลิกเข้าไปดูกันได้ที่ http://www.onlinevolunteering.org
2. “ทำเป็นเพื่อน” – เขาบอกว่า คนส่วนหนึ่งที่อยากทำความดี มักไม่กล้า เพราะไม่มีคนทำด้วยกัน (ไม่มีเพื่อนทำด้วยนั่นแหละ) เลยมีคนบวมๆ คิดเวบไซต์ที่ให้คนไหนที่อยากทำความดีแบบไหน ก็ให้เข้ามาโพสต์เอาไว้ เช่น “เราจะปลูกต้นไม้ ถ้ามีคนอีก 20 คนเข้ามาทำแบบเรา” พอมีคนมาลงชื่อครบ 20 คนก็แยกย้ายกันไปปลูกคนละ 1 ต้น หรือกระทั่งว่า “แอนดี้สัญญาว่าจะเปลี่ยนหลอดไฟทุกดวงในบ้านให้เป็นหลอดประหยัดพลังงานที่มีอายุการใช้งานนานขึ้น ถ้ามีคนทำเหมือนเขา 20 คน” ใครอยากเข้าไปทำดีอะไร กดไปที่ http://www.pledgebank.com ปล.อย่าไปตั้งจำนวนที่มากเกินไปหละ เดี๋ยวจะไม่มีคนเข้าไปร่วมทำกับคุณ
3. “ทำด้วยการไม่ทำ” – ไม่รู้เพื่อนๆเป็นกันรึเปล่าครับ เปิดคอมพิวเตอร์ทิ้งเอาไว้แล้วไม่ได้ทำอะไร หรือบางทีก็เปิดเพลงไว้เฉยๆ เปิดโหลดบิทไว้เปล่าๆ ตอนนี้เค้ามีโครงการก็คือ มีงานวิจัยหลายชิ้นที่ต้องการการประมวลผลจากคอมพิวเตอร์ แต่สถาบันวิจัยหลายแห่งไม่มีสตางค์ซื้อคอมพิวเตอร์เมนเฟรมราคาแพงๆมาเพื่อคำนวณงานวิจัยเหล่านี้ เค้าก็เลยจัดการแบ่งการประมวลผลออกเป็นหลายๆส่วน แล้วก็เอามาแปะเอาไว้ คนที่สนใจจะช่วยเหลือก็ไปโหลดแบบจำลองต่างๆ เพื่อนำมาคำนวณช่วยเหลือ ในขณะที่คอมพิวเตอร์ไม่ได้ทำอะไรอยู่เลย (ช่วยเค้าคำนวณนั่นแหละ เอาง่ายๆ) ซึ่งในขณะนี้มีคอมพิวเตอร์ที่ทำงานแบบนี้อยู่ 95,000 เครื่อง จาก 150 ประเทศ!!!! สนใจอยากช่วยเค้า คลิกไปที่ http://distributedcoputing.info/projects.htm
4. “พิมพ์ผิด” – งานวิจัยหลายชิ้นที่เราได้อ่านกัน ส่วนใหญ่จะเป็นงานวิจัยที่ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี มีผลเป็นที่น่าพอใจ หรือตรงกับสันนิษฐาน ที่นักวิจัยเหล่านั้น ตั้งเอาไว้ แล้วงานวิจัยที่ไม่ประสบผลสำเร็จหละ? เช่น “น้ำอัดลมมีผลกับโรคมะเร็งจริงหรือไม่?” เมื่อทำการทดลองกันเป็นปีพบว่า ไม่มีผลใดๆทั้งสิ้น แล้วก็โยนงานวิจัยนั้นทิ้งไป เกิดมีคนคิดขึ้นมาเหมือนกันอีก เค้าก็ต้องวิจัยกันอีก 1 ปีหรือ? เค้าก็เลยทำการรวบรวมงานวิจัยที่ไม่ประสบผลสำเร็จ http://www.acfnewsource.org/science/negative_results.html
5. “วรรณกรรมปราบอาชญากรรม” – สืบเนื่องจากที่เม็กซิโก ซิตี้ บริเวณรถใต้ดินของเมืองนั้นเกิดอาชญากรรมขึ้นบ่อยมาก แต่ด้วยความเชื่อของ ผู้บริหารว่า “ถ้าเราได้อ่านหนังสือดีๆ เราก็จะกลายเป็นคนดี” เค้าก็เลยทำโครงการ ประมาณว่า ให้เรายืมหนังสือจากสถานีต้นทาง แล้วไปคืนที่สถานีปลายทาง (อ่านระหว่างการเดินทาง) โดยได้คัดเลือกเอาเฉพาะบทความ หรือ นิยาย ที่น่าจะเพียงพอต่อการอ่านในระยะเวลาการเดินทางได้ มาวางเอาไว้ให้หยิบยืมกัน น่าสนใจทีเดียวสำหรับรถไฟฟ้า หรือ รถใต้ดินในเมืองไทย ในเมื่อหลายท่านอยากทำให้เมืองไทยเป็น “สังคมแห่งการอ่าน” นี่
6. “คนที่ยุ่งเหยิงกับการทำความดีมากเกินไป ย่อมไม่มีเวลาเป็นคนดี”
7. “คนวนขวา” – องค์การไปรษณีย์สหรัฐอเมริกาในรัฐนิวยอร์ค ได้ทำสิ่งที่ทุกคนต้องประหลาดใจด้วยการ คิดค้นโปรแกรมที่ช่วยในการคำนวณเส้นทางของบุรุษไปรษณีย์ ให้พยายามเลี้ยวขวาให้ได้มากที่สุด เพราะอะไรหละ? เพราะถ้าขับรถที่โน่น เราสามารถเลี้ยวขวาผ่านตลอดได้ ทีนี้รถเราก็จะไม่ติด เปลืองพลังงานได้น้อยลง เค้าบอกว่าในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2550 สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน ได้ถึง 1,000 ตัน หลายคนอาจจะคิดว่า แบบนี้ก็ต้องขับอ้อม มากขึ้นหนะสิ แต่เค้าบอกว่า ที่ให้เลี้ยวขวาจริงๆก็แค่ 83% ของเส้นทาง น่าสนใจนะคนขับรถเมืองไทย อ่ออย่าลืมกลับขวาเป็นซ้ายหละ
8. “ลืมยืม” – หลายท่านอาจรู้สึกได้ว่า บ้านเรามันห่างกับบ้านข้างๆมากขึ้นทุกวันๆ แล้วถ้าเราอยากทำอะไรเล็กๆน้อยๆ เราก็จะออกไปซื้อเอง แล้วทำไมเราไม่คิดจะยืมคนข้างบ้านหละ? เค้าเลยคิดโครงการอันนึงขึ้นมา นั่นก็คือ “ห้องสมุดเครื่องมือ” ลักษณะก็เหมือนห้องสมุดเนี่ยแหละ แค่ของที่จะหยิบยืมคือ เครื่องมือ มีบัตรสมาชิกให้พร้อมสรรพ ใครที่มีเครื่องมืออะไรที่ไม่ใช้แล้ว หรือ คิดว่าน่าจะมีประโยชน์กับคนอื่น ก็เอามาฝากเอาไว้ ใครอยากมาหยิบยืมก็ได้ ซึ่งตอนนี้มีรายงานว่า ห้องสมุดเครื่องมือนี้ ลุกลามไปถึงการให้ยืม อิฐ หิน ดิน ทราย กันแล้ว เช่น กำลังทำๆงานอยู่ ขาดทรายไปอีกนิดเดียวก็จะเสร็จแล้ว ก็ไปขอยืมมา ปรากฏมามันเหลือก็เอาไปคืน ง่ายๆแค่นี้เอง ใครสนใจคลิกไปดูได้ที่ http://www.toolbank.org ดูนะ
9. “ฟาร์มฝน” – “หรือการประปานครหลวงทำหน้าที่ดีเกินไป?” คือข้อความแรกที่หนังสือเล่มนี้ขึ้นเอาไว้ ที่ออสเตรเลียประสบปัญหารการขาดแคลนน้ำค่อนข้างมาก เค้าก็เลย ถ้าพูดแบบไทยๆก็คือ เอาตุ่มไปวางไว้บนหลังคา นั่นแหละ แต่ออกแบบ ดีไซน์ให้มันดีสักหน่อย เพื่อเก็บกัก น้ำเอาไว้ใช้ในยามจำเป็น (แล้วถ้าคนไทยอย่างเราๆทำบ้าง มันจะทำให้ค่าน้ำของพวกเราลดลงรึเปล่า?)
10. “รู้แล้วเหยียบไว้” – ปี 2544 ช่างเสริมสวยในซานฟรานซิสโก ได้รับการฝึกอบรมให้รู้จักสังเกตว่าอะไรคือสัญญาณที่แสดงออกว่าผู้หญิงคนนั้นกำลังถูกล่วงละเมิด และทำอย่างไรจึงจะเปิดประเด็นคุยกับลูกค้าได้อย่างเหมาะสมและสบายใจ เพราะอะไรหละ? เพราะถ้าท่านเคยเข้าไปในร้านเสริมสวย ท่านก็มักจะเป็น ช่างเสริมสวย นั่งคุยจ้ออยู่กับลูกค้านั่นยังไง โดยเป้าหมายสูงสุดอยู่ที่ การช่วยให้ลูกค้าหนีพ้นออกจากเงื่อนไขที่ไม่ปลอดภัยนั้นได้ เจ๋งมั๊ยหละ!!!
11. “คุณคุยข่าว” – เรามักจะเสพข่าวต่างๆ ผ่านสื่อ แล้วถ้าสื่อไม่ได้มองสิ่งที่เราสนใจหละ? ที่เกาหลี ได้มีเวบไซต์ข่าว OhMyNews ขึ้นในปี 2543 เพื่อให้ทุกคนเป็นผู้สื่อข่าวส่งข่าวเข้ามาเผยแพร่ในเวบไซต์ได้ โดยนักข่าวเหล่านี้ทำงานแบบกองโจร ต่างคนต่างเข้ามารายงานข่าวในมุมมองของตัวเอง ไม่มีการบิดเบือนใดๆ ซึ่ง OhMyNews เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า ถ้าประชาชนไม่อยากถูกปิดหูปิดตาเราก็สามารถหาทางทำให้หูตาของเราสว่างขึ้นได้โดยไม่ต้องพึ่งพาอาศัยสื่อมวลชน ว่าแต่ใครจะเริ่มหละ?
12. “หน้ามืด” – มีคนต้องการพยายามประหยัดพลังงานให้กับคอมพิวเตอร์ โดยเขาเชื่อกันว่า การที่หน้าจอส่องสว่างด้วยสีขาว จะกินพลังงานมากกว่าสีดำ สิ่งสำคัญอยู่ที่ เค้าบอกว่ามีคนเข้าใช้บริการ Google ถึง 200 ล้านครั้ง โดย 1 ครั้งจะกินพลังงาน 74 วัตต์ต่อเครื่อง แต่ถ้าสีพื้นของ Google เปลี่ยนเป็นสีดำจะกินพลังงานเพียง 59 วัตต์ ประหยัดพลังงานได้ถึง 20% ถ้าเราเข้าเว็บ Google ครั้งละ 10 วินาที รวมๆแล้วจะประหยัดพลังงานทั่วโลกได้ประมาณปีละ 2.6 ล้านบาท มีคนแย้งว่า จอสีดำทำให้เสียสายตา แต่ก็มีคนบอกมาว่า แค่ 10 นาทีเอง ไม่เป็นไรหรอก เมื่อก่อนคอมพิวเตอร์ยังเป็นสีดำทะมึนได้เลย สนใจ Black Google คลิกไปลองใช้ที่ http://www.ninja.com/
13. “จากไปอย่างสงบ” – ที่อินเดียปีๆนึงมีการเผาศพกันประมาณ 8.5 ล้านราย จำนวนต้นไม้ที่ใช้ในการนำมาทำเป้นฟืนสูงถึง 50 ล้านต้น ก๊าซคาร์บอนจำนวน 8 ล้านตัน ถูกปล่อยออกสู่บรรยากาศ ทางอังกฤษก็เลยสนใจและเข้ามาศึกษา จนสร้างเป็น เตาเผาศพได้สำเร็จ แต่ที่สุดยอดกว่านั้นคือ ที่อเมริกา ตอนนี้โลงศพที่ทำมาจากกระดาษรีไซเคิล เป็นที่นิยมอย่างยิ่ง เพราะเผาแล้วไม่ก่อให้เกิดสารพิษอีกด้วย หลายคนาจจะสงสัยว่า แล้วมันจะสมเกียรติหรอ? แต่สิ่งที่เค้าทำคือ ใช้กระดาษทำออกมาจนสวยงาม เพราะไม่ว่าจะเป็นโลงแบบไหน คนตายก็เอาไปไม่ได้อยู่ดี ถ้าอย่างนั้น ก็อย่าให้ผู้ตายมีส่วนร่วมในการทำลายโลกเลย ให้จากไปอย่างสงบจริงๆเถอะ ท่านสามารถสั่งซื้อคู่มือจัดงานศพอย่างเรียบง่ายได้ทาง http://www.naturaldeath.org.uk
14. “เสมือเพื่อนบ้าน” – Nabuur เป็นโครงการของอดีต CEO ของ WWF โดยใช้อินเตอร์เนตเป็นสื่อกลาง โดยเริ่มต้นจาก หมู่บ้านที่ประสบปัญหาไม่ว่าจะในรูปแบบใดก็ตามเข้ามาลงทะเบียน ก็จะได้เป็นหน้าเวบไซต์ของตัวเอง จากนั้นทางฝั่งผู้อยากช่วยเหลือก็เข้ามาลงทะเบียนแล้วก็เลือกหมู่บ้านที่ต้องการช่วย โดยอาจเลือกผ่านภูมิศาสตร์ หรือ ประเด็นที่เราสนใจก็ได้ เมื่อเข้าไปและเราทราบข้อมูลของหมู่บ้านเรียบร้อยแล้ว เราก็แก้ปัญหาด้วยการ ช่วยหาข้อมูล ช่วยติดต่อหน่วยงานต่างๆ และช่วยสอนในเรื่องที่พวกเขาต้องการ โดยสื่อสารกันผ่านเวบบอร์ด ทางผู้นำชุมชนก็จะมารายงานความคืยหน้าเป็นระยะๆ โดยอาจปรึกษากันต่อไป สุดยอดไหมหละ โลกไซเบอร์ที่ไม่มีขอบเขต http://www.nabuur.com
15. “อยู่ดีๆ ก็ขี่จักรยาน” – ทางจักรยานมากมาย แต่ไม่มีการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้ก็เปล่าประโยชน์ หลายเมืองในยุโรปเริ่มหันมาจริงจับกับการรณรงค์ให้คนขี่จักรยานมากขึ้น โดยอำนวยความสะดวกทั้ง “สถานีจักรยาน” มีบริการให้เช่าจักรยาน โดยที่ ไม่ต้องเอามาคืนที่ที่เรายืม ปั่นไปตรงไหน ไปคืนใกล้ๆแถวๆนั้น ที่อังกฤษนั้น บวกลบคูณหารแล้ว ค่าเช่าจักรยานถูกกว่าค่ารถเมล์หลายตังค์อยู่ ถ้าจะรณรงค์ให้คนในเมืองเปลี่ยนมาขี่จักรยาน มันก็ต้องมาพร้อมกับระบบที่ใช้งานได้สะดวกสบายแบบนี้แหละ คลิกชมได้ที่ http://www.oybike.com
16. “คุณแพะช่วย!” – ไฟป่า เกือบทั้งหมดเกิดจากฝีมือของมนุษย์ แล้วพอโหมทีก็วอดกันซะเกือบหมด ชาวบ้านก็เลยตระเตรียมการป้องกันก่อนช่วงหน้าแล้ง ด้วยการทำ “แนวกันไฟ” วิธีการก็คือ ถางหญ้า กวาดใบไม้ แหวกเป็นทางกว้างพอจะทำให้ไฟไม่ลามข้ามไปได้ ซึ่งต้องใช้แรงงานมนุษย์!!! แต่ที่ลอสแองเจอลิส ใช้กระบวนการชีวภาพด้วยการใช้ แพะ ไปกินหญ้า และใบไม้ ในพื้นที่ที่เราต้องการทำ “แนวกันไฟ” ข้อดีก็คือ ประหยัดค่าใช้จ่ายกว่า ทำงานได้ทุกวัน ไม่ต้องเติมน้ำมันใส่รถไถ แล้วก็ไม่ทิ้งสารตกค้างเหมือนยาฆ่าหญ้าด้วย (ที่โน่นมีบริษัทให้เช่าแพะด้วย มีบริษัทหนึ่ง มีแพะให้บริการทั้งหมด 4,000 ตัว ราคาอยู่ที่ 35 บาทต่อตัวต่อวัน) หาแพะก่อนเกิดไฟป่า ดีกว่าเกิดไฟป่าแล้วค่อยหาแพะ!!!!
17. “มาทางไหน ไปทางนั้น” – ถ้าเรามีตู้กดน้ำอัตโนมัติไว้ให้บริการ เราก็ควรจะมีตู้คืนขวดเอาไว้บริการด้วย ที่ออสเตรเลีย Envirobank ผลิตตู้อัตโนมัติเพื่อรับขวดพลาสติก ขวดแก้ว กระป๋องอลูมิเนียมไปรีไซเคิล ไฮเทคถึงขนาดติดเครื่องอ่านบาร์โค้ด เพื่อดูว่าเป็นประเภทไหน จะได้ทิ้งได้ถูก ส่วนผู้บริโภคก็ก่อนใช้บริการก็เข้าไปลงทะเบียนซะก่อน จากนั้นเมื่อเราหย่อนขวดลงไปเราก็อาจจะได้รับคูปองสำหรับส่วนลดกับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการมากมาย แถมมีรางวัลใหญ่ให้ลุ้นกันอีกซะด้วย เท่ไหมเล่า (เห็นโครงการแบบนี้แล้วก็นึกถึงกล่องเล็กๆ ที่รับบริจาคฝากระป๋องน้ำอัดลมที่มักจะวางอยู่ใกล้ๆ ตู้กดน้ำบ้านเรา ไม่เห็นต้องมีผลประโยชน์อะไรตอบแทน เราก็ยินดีจะช่วยแล้ว
18. “ตลากคลิกคึกคัก” – GlobalGiving ใช้อินเตอร์เนตสร้าง ตลาด เพื่อเชื่อมคนที่ต้องการทำอะไรสักอย่างเพื่อช่วยดูแลโลก กับ ผู้ที่ต้องการให้การสนับสนุนมาเจอกัน ซึ่งถ้าเราอยากสนับสนุน ก็เลือกอ่านโครงการที่เราสนใจ ถ้าถูกใจสุดๆก็คลิกบริจาคไป หลังจากบริจาคแล้วเราก็จะได้รับความคืบหน้าของเงินว่า ถูกนำเอาไปใช้ทำอะไรบ้าง และประสบผลสำเร็จแค่ไหน อย่างโปรงใส ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน ใครใคร่กดเชิญที่ http://www.globalgiving.com
ขออกตัวก่อนนะครับ ว่าข้อความทั้งหมดนี้ เกือบทั้งหมดเป็นการคัดลอกมาจากหนังสือที่ชื่อว่า “ต้นไม้ใต้โลก” มีความเห็นของเราจริงๆ แค่เสี้ยวเดียวเอง แหะๆ ก็ของเค้าดีจริงนี่นา
อยากจะบอกว่าอ่านหนังสือเล่มนี้แล้วเกิดพลังอะไรหลายอย่างในตัวเองเลย อยากคิดอะไรดีๆขึ้นมาเพื่อช่วยสังคมใบนี้มากมาย (ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ก็เยอะพออยู่แล้ว) เพราะฉะนั้น ใครมีไอเดียอะไรเด็ดๆ หรือ ความคิดอะไรเจ๋งๆ ก็เข้าไปแลกเปลี่ยนกับ “คุณทรงกลด บางยี่ขัน” ผู้เขียนได้ใน http://www.lonelytrees.net นะครับ
ตองขอขอบคุณ “คุณทรงกลด บางยี่ขัน” ที่ขยับต่อมคิดของผมครับ อ่ออีกคนคือ นางสาวนางนั้นด้วยครับ ขอบคุณมากๆ อิอิ
28 Oktober ตึกสืบเนื่องจากการได้ไปงานหนังสือแห่ชาติ แห่งโลก มาครับ เดินไปที่บู๊ท a book ของหนังสือในเครือ a day ซึ่งผมมักจะได้หนังสือที่ทำให้ หัวของผมเอียงมากขึ้น จาก บู๊ทนี้มากมายหลายเล่ม ปีนี้เลยหมายมั่นว่าจะไปหาหนังสือ “หัวเบี้ยว” มาอ่านสักหลายๆเล่ม
ด้วยจำนวนคนที่มาก และ สงครามตบตีแย่งชิงหนังสืออันดุเดือด ผมเหลือบไปเห็นหนังสือเล่มเล็กๆ ปกสีขาว หน้าปกมีเพียงตัวอักษร “ณ” อยู่ที่หน้าปก ซึ่งลักษณะตัวอักษรเหมือนการเขียนแบบแปลนบ้าน เห็นแล้วถูกใจมากครับ โดยเฉพาะชื่อผู้เขียนที่ชื่อว่า “นิ้วกลม” ยิ่งทำให้ผมไม่ลังเลใจที่จะคว้าหนังสือเล่มนี้ยื่นให้คนขาย ก่อนที่จะไปเลือกหนังสือเล่มอื่นๆต่อ เพราะผมเคยพลาดหวังจากหนังสือเรื่อง “อิฐ” (คุณ “นิ้วกลม”เป็นผู้เขียน) ที่ปีที่แล้วซื้อมาแล้ว ดันไปทำกระเป๋าหายระหว่างการเดินทางกลับ
เรื่องราวในหนังสือ เป็นการเล่าเรื่องจากสถานที่ที่คุณ “นิ้วกลม” ไปประสบเจอมา แล้วนำมาเล่าในมุมที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย คุณ “นิ้วกลม” มีแนวคิดและมุมมองที่ค่อนข้างเรียบง่าย และ มีอิสระ พอสมควร ทำให้ผมชอบงานเขียนของคนๆนี้อยู่ไม่น้อย
ผมอ่านเจออยู่ “ณ” หนึ่งซึ่งค่อนข้างโดนใจผมมากๆ ในตอนนี้ หลายๆคนที่ได้สนทนา พูดคุยผ่านตัวอักษรกับผมใน msn ในช่วงหลังๆ คงจะเห็นชื่อของผมที่ขึ้นเอาไว้ว่า “อุดมการณ์มันกินไม่ได้.....แต่เราแบ่งเวลาให้กับมันได้นี่นา” มานานแล้ว ด้วยสาเหตุที่ว่า ตอนนี้ผมมีเรื่องให้ตัดสินใจในชีวิตอยู่เรื่องนึง ซึ่งผมจะมาพูด (พิมพ์) ต่อให้ฟัง (อ่าน) หลังจากที่ผมได้นำเสนองานเขียนของคุณ “นิ้วกลม” ซะก่อน
งานเขียนบทนี้ คุณ “นิ้วกลม” ได้มีโอกาสไปชมคอนเสิร์ต “เรื่องราวบนแผ่นไม้” ของเฉลียงที่หอประชุมธรรมศาสตร์ เมื่อสักประมาณ 7 ปีที่แล้วครับ แต่เรื่องที่กล่าวถึงคือ(ผมเพิ่มเติมความคิดเห็นของตัวเองลงไปด้วยนะครับ โดยยึดจากบทความของคุณ “นิ้วกลม”) คนเรามักจะมีความฝันอยู่เสมอครับ หลายคนฝันอยากเป็นนักบิน ครู ทหาร หมอ ตั้งแต่ตอนเด็กๆ เปรียบเสมือนการสร้างตึกเอาไว้
จนเมื่อเราโตมา ตึกเหล่านี้อาจถูกทิ้งให้ร้าง หรือ ตึกเหล่านี้ก็อาจได้รับการก่อร้างสร้างตึก จนเกือบสมบูรณ์ แต่จนแล้วจนรอด คนเราเมื่อถึงเวลาหนึ่ง จะต้องมีโอกาสสร้างตึก 2 ตึกเสมอ ตึกหนึ่งไว้สำหรับพักอาศัยเอง ส่วนอีกตึกหนึ่งเอาไว้ให้คนอื่นมาอาศัยเป็นที่พักพิง เช่น คุณครูทีหน้าที่สอนหนังสือ ตึกของตัวเองก็คือ สอนเพื่อเอาเงินมาเลี้ยงชีพตัวเอง ส่วนตึกอีกหลัง ก็เพื่อให้ลูกศิษย์ลูกหา เข้ามาพักพิงชั่วคราว ก่อนที่ศิษย์เหล่านั้นจะลาออกไปตามกาลเวลา
คุณ “นิ้วกลม” บอกว่า ถ้าคนเราสร้างตึกใดตึกหนึ่งโดยไม่สนใจ อีกหลังหนึ่งเลย ก็จะเป็นการ “สุดโต่ง” เกินไป เช่น ถ้าครูคิดแต่จะสร้างตึกของตัวเอง โดยไม่ได้สนใจเลยว่าลูกศิษย์มันจะมีความรู้รึเปล่าก็ช่างหัวมัน หรือถ้าครูมุ่งมั่นเอาแต่จะสอนลูกศิษย์โดยไม่สนว่าตัวเองจะกินแกลบขนาดไหน มันก็ออกจะดูเกินไปสักหน่อย พูดง่ายๆว่า มันควรจะมีจุดที่ “พอดี” กัน สามารถเดินไปทั้งสองทางได้พร้อมๆกันได้นั่นแหละ
ตอนนี้ในชีวิตผมผมกำลังดำเนินการสร้างตึกทั้ง 2 ตึกนี้ไปพร้อมๆกันครับตึกหลังหนึ่งผมสร้างไว้ให้ตัวเองและครอบครัวในอนาคตของผมอยู่ ผมกำลังจะจบการศึกษาในปีนี้ ผมจะออกไปทำงานหาเงินเดือนมาเก็บหอมรอมริบเอาไว้เพื่อสร้างอนาคตให้กับตัวเอง แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็พร้อมที่จะทำงานเพื่อสังคมที่ผมรัก และผมก็เชื่อว่าตึกหลังนี้ผมไม่ได้สร้างอยู่คนเดียว มีพี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ หลายคนกำลังร่วมสร้างไปกับผม และผมก็เชื่อว่าตึกหลังนี้จะน่าอยู่กว่าตึกหลังแรกของผมแน่ๆ
ที่สำคัญที่สุดคือ ตึกทั้งสองหลังของผม มันจะต้องโตขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่ค้างเติ่งไว้แน่นอน
แล้วพวกคุณหละ สร้างตึกอะไรกันอยู่ มีตึกหลังที่สองแล้วรึยัง? 24 Oktober เต็มใจให้วันนี้มีโอกาสได้ฟังเพลงนี้จาก วิทยุ ดีใจจังที่ได้ฟังเพลงนี้ มันทำให้เราเรียนรู้อะไรได้หลายๆอย่าง อยากแนะนำให้เพื่อนๆได้ฟังกัน
ผมไม่แน่ใจว่าเพลงนี้ เป็น ศุ บุญเลี้ยงแต่งเองเลยรึเปล่านะ แต่ขอบอกเลยว่า มันสุดยอดมากๆ อ่านเนื้อไปพร้อมๆกันการฟังเพลงละกัน
ฉันรู้ควรรักเธออย่างไร เพราะรู้ความจริงเป็นเช่นไร
ฉันรักรักเธอเพราะใจอยากให้ ใช่รักเพียงเพื่อครอบครอง
ไม่เคยร้องขอรักตอบ ไม่เคยเรียกร้องสิ่งใด
เพียงเธอรับรู้มีฉันคอยห่วงใย สิ่งนั้นมันมากมายเกินพอ
*ขอเพียงได้คิดถึง แค่นี้ก็สุขใจ แม้เธออยู่ไกลแสนไกล แม้ใครอยู่ข้างเธอ
**ฉันรู้ควรรักเธออย่างไร จึงยอมเข้าใจทุกอย่าง ไม่ช้ำไม่เสียใจไม่เคยบาดหมาง ทุกอย่างเต็มใจให้เธอ
(* , **)
ไม่ช้ำไม่เสียใจไม่เคยบาดหมาง ทุกอย่างเต็มใจให้เธอ
เนื้อเพลงสั้นมากๆ ข้อความเพียงไม่กี่บรรทัด แต่กลับสอนคนหลายคนให้ได้รับรู้ ยิ่งหลังๆผมได้ยินวัยรุ่นไทยหลายคน พยายามฆ่าตัวตาย เมื่อแฟนสาว(หรือแฟนหนุ่มก็ตาม) ไม่สนใจ ไม่ดูแล อย่างที่เคยเป็น หรือ เวลาพลาดรักจากใครสักคนหนึ่ง ก็มักจะอยากฆ่าตัวตายกันง่ายๆซะอย่างนั้น เพลงนี้เขาบอกให้เรา เข้าใจว่าตัวเองอยู่ตรงไหน และเต็มใจให้ซึ่งความหวังดีที่เรามีให้เขาอยู่เสมอ ไม่ต้องไปทุ่มเทให้หมดตัว หมดใจ แต่ทุ่มเทแต่ "พอเพียง" ก็พอ แล้วถ้าเธอไม่รักหละ? ก็ไม่ต้องไปเสียใจ แล้วก็ไม่ต้องไปบาดหมางใคร เราต้องเต็มใจให้เธอ ทำสิ่งดีๆเพื่อเธอตลอดไป (เชดด โคตรพระเอก) ช่วงหลังผมผ่านพบเรื่องราวอันหนึ่ง ซึ่งบอกได้ตามตรงว่าเจ็บใจมาก แต่ก็ต้องทำ เพราะเธอคือคนที่ผมเรียกได้เต็มปากว่าเป็น "แฟนเก่า" เพียงคนเดียวที่ผมมี เธอไม่ได้มาปรึกษาผมเรื่องความรักของเธอหรอก แล้วเธอก็ไม่เคยเล่าอะไรให้ผมฟังเกี่ยวกับความรักของเธอด้วย และเธอมักจะบ่ายเบี่ยงทุกครั้งที่ผมถามถึงเรื่องความรักของเธอ เธอมาปรึกษาเรื่องที่ทำงานของเธอ รวมถึงโอกาสที่จะได้ไปต่างประเทศ ทั้งหลายทั้งปวง ผมให้คำปรึกษาด้วยความเต็มใจ แต่ไม่ได้หวังว่า เธอจะกลับมาหาผม เพราะผมเข้าใจดีถึงความสัมพันธ์ของเราในตอนนี้ ว่าให้ตายยังไง ก็ยังเป็นได้แค่เพื่อนเท่านั้น ผมมักจะบอกในการสนทนาระหว่างเราเสมอ ว่าให้เธอไปปรึกษากับ แฟนของเธอ สิ เค้านั่นแหละคือคนที่จะช่วยคุณได้ แต่ดูเหมือนเค้าจะไม่ค่อยสนใจนะ เท่าที่ผมอ่าน (เพราะส่วนใหญ่จะพิมพ์ msn คุยกัน) ผมรู้สึกเสียใจจัง ว่า "เพื่อน" ของผมคนหนึ่ง ถูกคนที่เค้ารักไม่ได้ใส่ใจดูแล ผมไม่รู้ว่าเรื่องราวเป็นแบบไหน แต่สุดท้ายแล้วผมก็ดีใจที่เธอตัดสินใจอะไรบางอย่างได้ โดยมีผมเป็นส่วนหนึ่งของกำลังใจที่มอบให้เธอไว้ หลังจากวันที่ปัญหาของเธอคลี่คลาย 1 วัน เธอชวนผมออกไปเที่ยวตอนกลางคืนกับเพื่อนๆของเธอซึ่งผมรู้จัก แต่ผมไม่ว่าง ทั้งๆที่ผมอยากไปหาเธอมากๆ เพียงเพราะผมไม่ได้เจอเธอมานานมาก (ไม่นับงานรับปริญญาที่เจอกันประมาณ 10 นาทีและไม่ได้คุยอะไรกัน) ผมบอกได้คำเดียวว่า "คำปรึกษา" และ "ความหวังดี" ทั้งหลายที่ผมมอบให้เธอนั้น ผม "เต็มใจให้" เธอครับ....
19 Oktober ภาวะโลกร้อนหายไปเนิ่นนาน จนหลายคนลืมไปแล้วว่า เรามี space เหมือกับที่เราลืม ห้าๆๆๆๆๆ
ช่วงเวลาที่หายไปไม่ใช่ไม่อยากเขียนหรือ ไม่มีอะไรจะเขียนนะ แต่ไม่รู้ว่าจะเขียนอะไรจริงๆ....
งงใช่มั๊ย อืม เราก็งง ไม่มีอารมณ์เขียนมั๊ง ทั้งๆที่มีเรื่องมากมายผ่านเข้ามาในชีวิต แต่ก็รู้สึกไม่อยากเขียนอะไรเลย
แต่วันนี้มีเรื่องที่อยากจะเขียน อยากจะเล่าให้เพื่อนๆฟัง เพราะมันดูตลกมากๆ ในสายตาเรา แล้วก็คิดว่าในสายตาเพื่อนๆอีกหลายคนถ้าสังเกตเห็น
วันนี้เราถือโอกาสที่ไม่ค่อยว่าง จากภาระงานที่มากมาย ไปงานสัปดาห์มหกรรมหนังสือแห่งชาติ แห่งโลก ที่ไหนสักแห่ง (รู้สึกหลังๆเค้าเริ่มอัพเกรดเป็นหลายๆแห่งแล้ว) เอาว่า ไปงานหนังสือที่ศูนย์สิริกิตติ์ มาก็แล้วกัน ให้รู้ไว้เท่านั้น เพราะด้วยความที่ไม่ได้ไปงานหนังสือมานานแล้ว และคราวล่าสุดที่ไปก็ไม่ค่อยได้อะไร ไปงานนนี้ แม่ก็ถามตั้งแต่เช้าแล้วว่า "...ตั้งใจจะไปซื้ออะไร..." เราก็บอกว่า "...ยังไม่รู้เลย..." แม่ก็ถามว่า "...งั้นจะไปทำไม....."
เออ จริงด้วย จะไปทำไมวะ???
แต่ก็ไม่รู้หละ จะไป เพราะไม่อยากไปเสาร์อาทิตย์คนเยอะ อาทิตย์หน้าจะสอบ มันลงตัวที่วันนี้วันเดียว ก็เลย เอาวะ ไปก็ไป
งานหนังสือคราวนี้เหมือนทุกๆคราวที่ผ่านมา ผู้คนมากมายเดิวนเวียน บ้างก็นั่งตามริมห้องประชุม ราวกับเป็นสมัชชาคนรวย (เพราะถือหนังสือกันเป็นตั้งๆ เล่มละ 100 บ้าง 200 บ้าง จะไม่ให้เรียกว่าสมัชชาคนรวยได้ไง) บ้างก็เดินกันให้ควัก เข้าร้านโน้น ออกร้านนี้ บ้างก็วิ่งโร่ไปขอลายเซ็นผู้เขียนบ้าง
สิ่งหนึ่งที่ไม่ชอบใจเลย ไม่ว่าจะงานไหนๆ แล้วก็ยังเจออยู่ในทุกๆงานคือ...
จะเอารถเข็นไปทำเจี๊ยกอะไรกันครับ พี่จะไปขนผักกันรึไง
คืออารถเข็นขนาดย่อมไป กะว่าเพื่อความสะดวกสบายของตัวเอง แล้วเจ๊ (หรือมึง ถ้าเป็นผู้ชาย) ก็ลากแบบไม่ได้ดูหัวแม่ตีนคนอื่นเลย แบบว่า กูเดินลากราวกับไม่มีอะไรตามหลังมาเลย (ก็ใช่ครับ ในรถเข็นไม่มีหนังสืออะไรอยู่เลย.....แล้วถ้าไม่ซื้อหนังสืออะไรใส่ลงไป มึงจะเอารถเข็นกันมาทำไมวะ!!!!!!)
วันนี้โชคดีครับ ไม่ได้ใส่รองเท้าแตะไป แต่ไปเดินเจอสาวน่ารักคนนึงตอนแรกก็มองหน้าเฉยๆไม่มีอะไร เป็นเรื่องปกติ สักพักเจ๊แกยิ้มหน้าเหยๆ แล้วยกเท้าขึ้น รู้เลย แม่งโดนรถเข็นทับ สมน้ำหน้า ห้าๆๆๆๆ
อ่ะ กลับมาต่อที่บรรยากาศงาน หนังสือโดยส่วนใหญ่คราวนี้เป็นหนังสือที่เกี่ยวกับ "ภาวะโลกร้อน" ครับ หลายๆร้านจะมีหนังสือพวกนี้วางอยู่ โดยเฉพาะ มติชน ส่วนร้านอื่นๆ ก็หนีไม่พ้น ในหลวงบ้าง หลวงพ่อปัญญาบ้าง ส่วนที่เหลือก็ผสมปนเปกันไป ผมรู้สึกดีใจครับ ที่คนไทยหันมาให้ความสนใจกับภาวะโลกร้อน เพราะเป็นปัญหาที่ทั้งโลกกำลังเผชิญอยู่ การที่คุณช่วยให้โลกเย็นขึ้นได้ ไม่เพียงแต่จะทำให้ให้โลกหายร้อน (อะไรของมึงเนี่ย) แต่มันยังเป็นการช่วยสภาพแวดล้อม และ เพื่อรักษาโลกใบนี้ให้รุ่นลูกรุ่นหลานได้อยู่กันอีกด้วยครับ
โอ้ หลายคนคว้าหนังสือเกี่ยวกับ ภาวะโลกร้อน ไปอ่านครับ ขายดีเป็น เทน้ำเทกระดาษ แล้วทุกคนก็!!!!!!
ใส่ถุงพลาสติกกันคนละใบ
โอ้ แม่เจ้า นี่แหละ ผู้เป็นห่วงสภาพแวดล้อม
ผมก็ไม่รู้หรอกครับว่าถุงพลาสติกมันทำให้โลกร้อนขึ้นได้ยังไง หรือการที่เค้าเอาของที่เราซ์อใส่ถุงพลาสติกมันทำให้โลกร้อนขึ้นขนาดนั้น ทำไมเราไม่ติดแอร์ใส่ไว้ในถุงเลยหละ (อันนี้คนขายเค้าแซวผมมา)
ผมรู้แต่ว่า ผมไม่ชอบขอถุงพลาสติกจากร้านค้า เพราะเบื่อที่จะเอามาทิ้งที่บ้าน แล้วกระเป๋าสะพายเราก็มี ทำไมไม่ใช้ให้เกิดประโยชน์
อะไรที่มันพอจะทำได้ก็ทำไปเถอะครับ ไม่ต้องไปคิดอะไรให้ใหญ่โต
โอ้ถ้าเราจะช่วยโลกร้อน ต้องไปห้ามการถลุงเหล็ก แล้วก็ไปเย้วๆ ประท้วงให้ห้ามกันถลุงเหล็กกัน แต่กินข้าวกล่อง ใส่ถุงพลาสติก แล้วก็เอามาเผาทิ้ง นั่นแหละ โลกร้อนๆๆๆ
ทำง่ายๆที่บ้านครับ ลดการใช้ถุงพลาสติก (เค้าว่ากันว่าช่วยได้นะ ผมไม่รู้ ผมทำตาม) ปิดไฟดวงที่ไม่ได้ใช้ ระหยัดพลังงานให้บ้านให้เมือง ผมว่าแค่นี้ก็น่าจะโอเคนะ
อ่อ วันนี้ผมได้หนังสือมา ร่วมๆ 10 เล่ม จากประมาณ 5-6 ร้าน ผมได้ถุงมาแค่ใบเดียวเองแฮะ
ปล.ช่วงนี้ออนเอ็มทุกวัน ทักทุกคน อย่าแปลกใจนะ เหงาพิกล
ปล.2 ช่วงนี้จิตตกคุยกะใครไม่ค่อยรู้เรื่อง งานก็เยอะ ใกล้สอบด้วย ใครรู้วิธีแก้บอกด่วน
ปล.3 อ่อ เพื่อนผมเสนอวิธีการแก้โลกร้อนด้วยการ เปิดแอร์ทุกบ้านเลย โลกจะได้เย็นๆ (สาธุ ครับพี่ก้อย)
ปล.4 อีกวิธีนึงคือเราทำให้โลกมันร้อนขึ้นๆ พอน้ำแข็งขั้วโลกละลายได้ที่ น้ำเย็นไหลลงมาแล้ว ค่อยหยุด โลกจะได้เย็นๆ ห้าๆๆๆๆ
ปล.5 ....................พอเหอะ มันเริ่มเยอะแล้ว 04 August ร่างรัฐธรรมนูญปี 50 รับหรือไม่รับ?อัพต่ออีกอัน เพราะเป็นคำถามทีคาใจวัยรุ่นมาในช่วงหลายวันที่ผ่านมา มากกว่า การสงสัยว่า "แอ๊บแบ๊ว" คืออะไร? หรือ ท่านอดีตนายกฯเอาเงินที่ไปไหนไปซื้อทีม "แม้วฯซิตี้ฯ"? ซะอีก
แล้วทำไมคนมากมายถึงต้องจริงจังกับเรื่องนี้หละ? นั่นก็เพราะ รัฐบาลชุดนี้ ที่มาจากการเลือกตั้งโดยอาศัยปากกระบอกปืนใหญ่เป็นปากกา บ้านจันทร์ส่งหล้าเป็นบัตรเลือกตั้ง หย่อนลงหีบที่มี คตส. เป็นผู้นับคะแนน ได้ให้สัญญา และวัดใจอะไรหลายๆอย่าง ไว้กับ รัฐธรรมนุญ ฉบับนี้ นั่นเอง
แล้วเราจะรู้ได้อย่างไร ว่าเราควรจะรับหรือไม่รับเล่า?
ผมเคยอ่านเจอในหนังสือเล่มหนึ่งเค้าบอกว่า มันเป็นการลงมติที่บ้าจี้ที่สุด เพราะปกติ สิ่งที่เค้าจะลงมติกัน มักจะเป็นกฏหมาย หรือ ข้อบังคับเป็นบางข้อเท่านั้น แต่พี่ไทยล่อเอารัฐธรรมนูญ ปึกใหญ่ หลายร้อยมาตรา มาให้ลงมติเลือกกันรวดเดียว ว่าจะเอาหรือไม่เอา แล้วใครจะไปตัดสินใจได้วะ?
ล่าสุด เพื่อนๆหลายคนอ่านเจอ บทหนึ่งกล่าวไว้ประมาณว่า
"...ห้ามมีสื่อลามก อนาจาร ไว้ในครอบครอง..."
พาลจะไม่เอาทั้งฉบับ เพราะถ้าโดนจับขึ้นมา ไอ้พวกนี้โดนไม่ต่ำกว่า 50 ปีแน่นอน ฮ่าๆๆๆ
อย่างล่าสุด มีการ โต้วาที เพื่อวิเคราะห์ว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเป็นอย่างไร มีอะไรดีไม่ดี โดยที่มีฝ่ายสนับสนุนเป็น ทีมร่างรัฐธรรมนูญ หรือที่เรารู้จักในนาม สสร. 3 ท่าน หนึ่งในนั้น คือ ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ส่วนฝ่ายค้าน 3 ท่าน ผมจำได้ 2 ท่านคือ ศ.ดร.นิธิ เอี่ยวศรีวงศ์ และ นายจาตุรน ฉายแสง ส่วนอีกท่านไม่แน่ใจ
ไม่ได้ตั้งใจดูนักหรอก เปิดผ่านไปผ่านมา เผอิญเปิดไปเจ๊อะจังหวะที่ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์ กำลังจะขึ้นพูดพอดี เลยนั่งดู ท่านขึ้นไปกล่าวคำแรกเลย
"...คำพูดของผมมันอาจไปกล่าวโทษ อดีตพรรคการเมืองบางพรรค ท่านก็อย่าว่าอะไรเลยนะครับ..." แล้วเหลือกตาไปมองท่าน จาตุรน
แม๊ ดูท่านทำเข้า ไม่รู้เลย ว่าท่านหมายถึงพรรคอะไร!!!!
เนื้อหาในการโต้วาที มีหลายครั้งที่มีการหยิบยกเอาประเด็นของการนำรัฐธรรมนูญปี 40 กลับมาใช้ใหม่ โดยมีการแก้ไขเพียเล็กน้อยจาก คมช. แล้วมีผลบังคับใช้ทันทีไม่ต้องทำประชามติอีก นั่นหมายถึง จะเกิดการเลือกตั้งได้ ช้าลงไปเพียงเล็กน้อย ซึ่งถ้าท่านเป็นคนที่มองประชาธิปไตยออกเป็นอย่างดี จะพบว่า มันก็ไม่ได้แตกต่างอะไรเลยกับการที่เราจะเอาหรือไม่เอา รัฐธรรมนูญฉบับนี้ สมมติทุกท่านลงมติว่าจะ "ไม่รับ" คมช.แก้ ฉบับปี 40 ด้วย สสร. ชุดเดิม สสร.ก็แก้ให้เป็นปี 50 แล้วก็บังคับใช้ มันก็หมดเรื่องไม่ใช่หรอ?
แล้วจะให้เราไปลงมติทำหยัง???
มันคือวิธีหยั่งเสียงอย่างหนึ่งของท่านประธาน คมช. ที่ต้องการรูว่า จะมีใครอยู่หลังท่านบ้าง หากท่านลงจากหลังเสือ ที่ไม่ต้องสืบเลยคือ คนที่บ้านสี่เสาเทเวศน์ กับ ที่วังสวนจิตฯ อยู่ข้างท่านแน่ๆ
กลับมาสู่ประเด็นที่ว่า แล้วตกลงว่าเราควรจะรับหรือไม่รับ รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ดีหละ ในเมื่อทั้งสองอัน ต่างก็มีจุดดี จุดด้อยกันคนละแบบ
เคยมีคนบอกตอนปี 40 ว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นฉบับที่ดีที่สุด เป็นการมาจากประชาชนโดยแท้จริง ก็ยังโดนท่านอดีตนายกฯ ปุ้ยี้ปุ้ยำซะจน เละเทะ แล้วก็เอาไปกวาดเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง จนซื้อทีมฟุตบอลได้ทีมนึงอ่ะ คิดดูเอาละกัน ไม่เยอะหรอก จิ๊บๆ
ความหมายของประโยคนี้มันหมายถึงว่า
"...รัฐธรรมนูญ ฉบับไหนก็ตาม จะดีหรือไม่ดี มันขึ้นอยู่กับผู้ใช้ ไม่ใช่เนื้อหาข้างใน..."
เพราะฉะนั้น ลงมติรอบนี้ ลงอะไรก็ลงไป แต่ตอนเลือกตั้ง เลือกเบอร์ดีๆก็แล้วกัน
เธอหมุนรอบฉัน ฉันหมุนรอบเธอวันนี้คึกจัด จะขออัพรวดเดียว 2 เรื่องเลย เป็นเรื่องที่น่าเขียนทั้ง 2 เรื่อง แล้วก็เป็นเรื่องที่อยากให้เพื่อนๆอ่านทั้ง 2 เรื่องอีกเช่นกัน (ก็แน่นอน ถ้าเขียนให้เค้าไม่อยากอ่านแล้วมึงจะเขียนทำไม?)
เรื่องแรก ขอเป็นเรื่องเบาๆ ซะก่อน
วันนี้นั่งฟังเพลงๆ นี้อยู่เกือบๆ 10 รอบ เพราะต้องการตีความนัยของเพลงนี้ให้แตกอย่างละเอียดถี่ถ้วน เพราะเป็นเพลงที่เราฟังแล้วรู้สึกว่า มันเป็นเพลงที่มีความหมายลึกซึ้งดีมากๆ เพลงนี้เป็นเพลงของ "เฉลียง" ชื่อเพลง "เธอหมุนรอบฉัน ฉันหมุนรอบเธอ" ชื่อเพลงดูประหลาดๆนะครับ คนบ้าอะไรมันจะไปวิ่งวนอยู่รอบกัน ผมฟังเพลงนี้ช่วงแรกๆก็ไม่ได้รู้สึกอะไร เป็นสไตล์เพลงของเฉลียง ที่ฟังรอบแรกๆจะรู้สึกว่าน่ารัก แต่เนื้อหาปัญญาอ่อนใจจะขาด แต่ถ้าฟังดูดีๆ ตีความเนื้อหาแล้ว จะพบว่า เพลงของเฉลียง แต่ละเพลง นี่ ได้สอนอะไรหลายๆอย่างให้ผู้ฟังอย่างมาก โดยเฉพาะเพลงนี้....
เพลง : เธอหมุนรอบฉัน ฉันหมุนรอบเธอ ดาวนับล้านที่ลอยอยู่บนท้องฟ้า ดาวของฉันเธอว่าห่างไกลลิบๆ *เมื่อดาวโคจรมาเจอะกัน **(เกิดอาการ)เธอหมุนรอบฉัน ฉันหมุนรอบเธอ ดาวนับแสนที่มีวงแหวนนับร้อย **(เกิดอาการ)เธอหมุนรอบฉัน ฉันหมุนรอบเธอ อันนี้ตีความจากความเข้าใจของตัวเองนะครับ เพลงนี้พี่จิกเปรียบเทียบคนเราทุกคนเปรียบเสมือนดวงดาว ที่ต่างก็มีเส้นทางโคจรเป็นของตัวเอง ซึ่งแน่นอน การโคจรของดาว จะต้องมีการหมุนรอบตัวเอง และ หมุนรอบดาวดวงอื่น มันก็หมายถึง การมีชีวิตอยู่ด้วยกัน 2 คน มันย่อมจะต้อง มีทั้งเวลาที่อยู่ด้วย กัน และต่างคนต่างมีเวลาเป็นของตัวเองอยู่เสมอ เหมือนดวงดาว ที่ต่างก็ต้อง วนรอบตัวเอง และไปวนรอบคนอื่น นั่นเอง แถมพี่จิก ยังมีลูกเล่นเล็กๆ อีกด้วย ในท่อนนี้ "...ดาวของฉันเธอว่าห่างไกลลิบๆ ถ้าตีความตามความเข้าใจก็คือ ผู้หญิงบอกผู้ชายประมาณว่าอย่าหวัง เพราะวงโคจรของเราต่างกันเกินไป ผู้ชายก็ยอมรับได้ แต่เมื่อดาวโคจรมาพบกัน ยังไงก็ตามมันก็ต้องมีการบิดเบี้ยวของเส้นทางการเดินทางของดวงดาว เพราะแรงดึงดูดที่มีต่อกันและกัน เปรียบเสมือน เวลาชาย หญิง ได้พบกัน พูดคุยกัน ถึงแม้ตอนแรกจะบอกว่าไม่ชอบ แต่ไปเรื่อยๆ อาจจะชอบกันเข้าสักวันก็ได้ จิงมะ...? สุดยอดเพลงอีกเพลงนึงเลยทีเดียวนะ เราว่า เปรียบเทียบได้ยังไง การเดินทางของดวงดาวกับความรักของชายหนุ่มหญิงสาว
พี่จิกแกเกินขั้นเทพไปแล้วหวะ 21 Juli ...ความสุขโดยตรง...วันนี้ไปงานศพเพื่อนมาอีกแล้ว จริงๆ ไปมาตั้งแต่วันอาทิตย์ที่แล้ว แล้วหละ แต่วันนี้ไปเผาศพมา บรรยากาศงานศพเป็นที่หดหู่ อย่างที่มันควรจะเป็น จังหวะที่ไปถึงเป็นจังหวะดีมาก ที่เค้ากำลังเปิดฉายสไลด์ภาพของ เพื่อนพอดิบพอดี กำลังร้องไห้กันระงมเชียว...
จริงๆแล้วเพื่อนคนนี้ไม่ได้สนิท หรือรู้จักอะไรกันมาก เพราะเป็นเพื่อนกันตั้งแต่สมัยประถม เพียงแต่จำกันได้เพราะงาน meeting เพื่อนประถม ครั้งเมื่อ 2 ปีก่อน "เชาว์" หรือ "มาร์ช" ได้ไปร่วมงานด้วย เลยพอจะคุ้นๆหน้ากันบ้าง แต่ก็นั่นแหละ ไม่ได้สนิทชิดเชื้ออะไรกัน เลยไม่ค่อยจะเสียใจมากเท่าไหร่ แต่ก็นะ คนรู้จักเราเสียไป เราก็ย่อมเสียใจเป็นธรรมดา
หลับให้เป็นสุขเถอะ เชาว์ นายใช้กรรมบนโลกนี้เพียงพอแล้ว
การไปงานศพของเชาว์คราวนี้ ทำให้เราคิดถึง เพื่อน "ป๊อป" ผู้จากลาเราไปตั้งแต่สมัยเราอยู่ปี 3 งานศพคราวนั้นเราร้องไห้ เราลงไปเผาป๊อปถึงที่นครศรีธรรมราช เพื่อนๆหลายคนตามลงไป เพราะอยากเห็นหน้าป๊อปครั้งสุดท้าย และเมื่อเราได้เห็น เราก็ร้องไห้ออกมาอย่างไม่อาย เพราะนายคือเพื่อนที่ดีที่สุดของเรา
หลับให้เป็นสุขเช่นเดียวกันนะป๊อป นายใช้กรรมบนโลกนี้มาเพียงพอแล้วเช่นกัน
กลับมาจากงานศพคราวนี้ ตระหนักถึงอะไรได้หลายอย่าง ที่แน่ๆคือ
"...ชีวิตคนเรา มันไม่แน่นอน..."
ประโยคนี้ลอยขึ้นมาเป็นทำนองเพลงเลย ไม่รู้ว่าเพลงอะไร แต่แบบว่า ถึงกึ๋นมาก เพราะมันเป็นความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลย ชีวิตคนเรา มันนึกจะตายก็ตายเอาซะเฉยๆ เพราะอย่างกรณีเพื่อนเราเนี่ย แค่ไปช่วยพี่เค้ายก จอมอนิเตอร์ ก็โดนไฟดูดตายซะอย่างนั้น อายุก็ยังน้อย กำลังจะเข้ารับปริญญา กำลังจะได้งานทำ กำลังจะเป็นเสาหลักให้กับที่บ้านได้ กำลังมีความสุขกับแฟน กำลัง..... อะไรหลายๆอย่าง
เพราะฉะนั้น เพื่อนๆโปรดได้รับรู้เถิดว่า
"...ตราบใดที่ท่านยังมีลมหายใจ ยังมีแรงทำอะไร ก็จงรีบทำ ก่อนเสียจะสายเกินไป...เพราะชีวิตคนเรามันไม่จีรังยั่งยืน"
ระหว่างขับรถกลับบ้าน ได้ฟังเพลง "ความสุขโดยตรง" ของ ป้างนครินทร์ กิ่งศักดิ์ แล้วแบบว่า มันจับใจมาก เพราะช่วงก่อนหน้านี้ไม่นาน ได้ฟัง dj จากคลื่นวิทยุคลื่นหนึ่งบอกเราว่า
"...นกโดนส่วนใหญ่แล้วเนี่ย มันจะสร้างรังด้วยตัวเอง แล้วมันก็จะมีความสุขในรังของมันเอง ไม่เห็นจะต้องไปพึ่งพิงคนอื่นเลย...เปรียบเสมือนเรา ที่หากเรามีความสุขที่เราสร้างมันขึ้นมาเอง ไม่ต้องไปพึ่งพาความสุขจากคนอื่น เราก็จะมีความสุขได้ด้วยตัวเราเอง..." มันช่างคล้องจองกับเพลงนี้เสียจริง แต่ dj ท่านนั้นไม่ได้เปิดเพลงนี้แฮะ
เพลง ความสุขโดยตรง (ขออภัยที่ไม่ได้ให้เครดิตชื่อผู้แต่ง เนื่องจากไม่ทราบครับ แต่คาดว่าน่าจะเป็น พี่ป้าง แต่งเองนะ)
ชีวิตก็คล้าย คล้ายกันทุกคนไขว่คว้า
คิดค้นหาอะไรที่ยังไม่เห็น ยังไม่เป็น เป็นของเรา ทุกข์ ทุกข์ร้อนเมื่อตอนที่ต้องเสาะหา ของนั้นหนา หากเราได้มาเก็บไว้คงสุขใจ ได้ครอบครอง เหนื่อยกาย ร้อนใจ ต้องได้มา
สมมุติว่ามีซักวัน ที่หยุดคิด ชีวิตมันเหนื่อยล้า ที่ต้องไขว่คว้ามาเพื่ออะไร พอแล้ว ยอมทนทุกข์แลกสุขใจ จะดีไหม ถ้าสุขได้ด้วยตัวเอง หากไม่ต้องการมากไป เพียงขอให้สงบใจซะที จะมีความสุขโดยตรง เพียงพอใจสิ่งใดที่มีอยู่แล้ว
คงไม่แคล้ว ร่มเย็นหัวใจบัดนี้ ได้ทันที ตอนนี้เลย สุขสบายชื่นใจ ไม่ต้องรอ ถ้าคิดได้เราก็คงไม่เหนื่อยล้า มองหาความสุขไว้ ใกล้ๆ ตัวของเรามีเท่านี้ เข้ากับหลักปรัชญา "เศรษฐกิจพอเพียง" ขององค์สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนะครับ เพลงนี้ ความสุขแต่พอเพียง พึ่งพาตนเอง แบ่งปันผู้อื่น เพียงเท่านี้ท่านก็จะสุขใจโดยไม่ต้องอาศัยเงินทอง
แล้วท่านหละใช้ชีวิตกันอย่างไรบ้างตอนนี้? ถามตัวเองดูดีๆนะครับ แล้วตอบตัวเองให้ดีหละ?
สิ่งหนึ่งที่คิดได้ระหว่างวันนี้คือ เรามันเป็นคนที่จริงจังไม่ขึ้นจริงๆหรอ?
เคยมีคนทักท้วงเรื่องนี้ขึ้นมาในช่วงเสี้ยวชีวิตหนึ่งว่า
"...เฮ้ย แก๊ป เมื่อไหร่แกจะจริงจังกับชีวิตเนี่ย แบบนี้เมื่อไหร่จะจีบสาวได้..."
สาบานให้แผ่นดินถล่มเถอะ สาวๆที่ผ่านมาในชีวิต เราก็จริงจังมาตลอดนะ เพียงแต่ในความจริงจังของเรา เราแฝงไว้ในความสนุกสนานเฮฮา เพราะเราเป็นคนที่สร้างเสียงหัวเราะให้กับคนอื่นๆได้ และเช่นกัน คนไหนที่เรารู้สึกดีด้วย เราก็อยากสร้างเสียงหัวเราะ และสร้างความสุขให้กับเค้าให้ได้มากที่สุด แต่กลับกลายเป็นว่า เค้ามองว่าเราไม่จริงจัง แบบว่า เล่นๆไป ว่างั้น แย่เลยแฮะ
เช่นเดียวกันกับเรื่องงาน หลายครั้งเราก็มักจะโดนตำหนิ ว่า ไม่ได้จริงจังกับงานบ้างหละ ไม่ได้ใส่ใจงานบ้างหละ ทั้งๆที่เราก็ทำกับมันเต็มที่ตลอดนะ เพียงแต่เวลางานเราก็ไม่อยากให้เพื่อนร่วมงานเครียดๆ เราก็พยายามจะสร้างเสียงหัวเราะ แล้วก็สร้างความสุขให้กับ เพื่อนร่วมงานเสมอ เรายังจริงจังกับงานอยู่นะ
มันอาจจะเป็น รูปแบบการใช้ชีวิตของเรา ที่เป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร มันเปลี่ยนแปลงกันยากแฮะ
แล้วท่านหละ มีรูปแบบการใช้ชีวิตยังไง? 09 Juli กาแฟ"...สัญญาต้องเป็นสัญญา สัญญาว่ามาต้องมา..."
เบิร์ดกลับมาแล้วครับ พี่น้อง ทุกๆคนยังสบายดีอยู่มั๊ย.....อ้วกหวะ!! ไอ้แก๊ป กลับมาได้แล้ว ตื่นๆๆๆ
อ่ะ กลับมาเขียน space ตามคำสัญญาครับ แต่จริงๆแล้วสัญญาไว้ว่าจะมาเล่าเรื่องที่โน่นให้ฟังอีก......แปะไว้คราวหน้าละกันวะ
คราวนี้จะมาเขียนเรื่องราวของความรัก(อีกแล้ว) เนื่องจากคราวที่แล้วมีหลายคนติดใจในเรื่องของ "วิชาจีบหญิง" ที่เรียกว่าฮากันอุจจาระแตกอุจจาระแตน กันเลยทีเดียว ก็จะไม่ฮาได้ยังไง พี่ท่านล่อปล่อยไก่ทั้งฟาร์มซีพีเลยนี่
มาคราวนี้ตัวกระผมก็จะขอสวมบท นักรัก ชั้นดี อยากจะเปรียบเทียบความรักเป็นอะไรง่ายๆให้ท่านฟัง เผื่อมันจะไปเตะต่อมลูกหมาก....ไม่ใช่ ไปเตะต่อมอะไรบางอย่าง ทำให้ท่านรูสึกดีกับคำว่า "ความรัก" ขึ้นมาบ้างก็ได้
อย่างขึ้นชื่อเรื่องไว้หราเลยว่า "กาแฟ" ใช่แล้ว คราวนี้เรามาลองเปรียบเทียบความรักกับ "กาแฟ" ดูบ้างซิ ว่า "ความรัก" กับ "กาแฟ" มันเหมือนกันยังไงวะ
หลายคนคิดเสมอว่า "ความรัก" กับ "กาแฟ" มันไปกันไม่ได้ อย่างที่หลายคนรู้ว่า "ความรักออกจะแสนอ่อนหวาน" ส่วน กาแฟ ก็ช่าง ขมเสียนี่กระไร แล้วมันจะมาเกี่ยวข้องกันได้เยี่ยงไรเล่า ไอ้มั่ว!!!!!
ใช่แล้วครับ กระผมก็ยอมรับว่า กาแฟ มันช่างขมเสียนี่กระไร ช่างไม่เข้ากับคำว่า "ความรัก" ที่หลายคนขวนขวายไขว่คว้า เพราะรู้ว่า "รัก" มันหวานเกินกว่าน้ำตาลทรายแดงเสียอีก
แต่ถ้าลองมองในมุมที่ว่า ถ้าเปรียบ "น้ำตาล" ดั่ง บรรยากาศ เปรียบ"ครีม" ดั่ง อารมณ์อ่อนไหว หากเราผสมเพียงสองอย่างนี้คลุกเคล้าให้เข้ากัน กระดกยกหมดแก้วอย่างไร ก็คงอร่อยมิได้เป็นแน่
หากเราเปรียบ "กาแฟ" ดั่ง "ผู้หญิง" คนหนึ่งที่เข้ามาในบรรยากาศ และ ในช่วงที่อารมณ์อ่อนไหวพอดิบพอดีหละ...?
ผมเชื่อว่าหลายท่านคงเคยเป็น ในจังหวะที่ชีวิตนึง ถึงจุดที่เราอ่อนไหวที่สุด นั่นก็คือ ปริมาณ "ครีม" ในถ้วยกาแฟมันสูงเกินกว่าจะรับไหว หากเติมด้วย บรรยากาศสุดว้าเหว่ ไม่มีใครเข้าใจ นั่นก็คือ ปริมาณ "น้ำตาล" สูงถึงขั้นที่เป็น เบาหวานกันได้เลย หากเติมกาแฟที่ กลิ่นหอมเพียงนิด เปรียบดั่งการเจอหญิง สักคน ผู้หญิงคนนั้น มักจะทำให้เราหวั่นไหวได้เสมอ ดั่งว่าเราได้กาแฟที่รสดี กลมกล่อมพอดิบพอดี เราย่อมอยากที่จะดื่มกาแฟแก้วนั้นให้หมด เพราะ "ครีม" "น้ำตาล" และ "กาแฟ" มันอยู่ในสัดส่วนที่ลงตัว นั่นเอง
แต่หาก สัดส่วนการเติม ครีม น้ำตาล กาแฟ ผิดแปลกไปแม้แต่เพียงนิด กาแฟถ้วยนั้นก็อาจไม่กลมกล่อมอย่างที่เราคาดหวังไว้ จนอาจจะอยากเททิ้งมันเสียเดี๋ยวนั้นเลยก็ได้
เปรียบดั่งการเจอผู้หญิงผิดที่ ผิดเวลา ผิดอารมณ์ ต่อให้สวยปานใด มันก็อาจจะยากต่อการถูกใจเป็นแน่แท้
แล้วท่านหละ เปรียบความรักของท่านดั่งสิ่งใด...?
20 Juni กลับมาแล้วหลังจากหายหน้าหายตาไปนาน ไม่ว่าจะทั้งตัวเป็นๆ หรือทั้งเรื่องที่เขียนทิ้งไว้ แล้วก็หายไปดื้อๆ ตอนนี้ตัวเป็นๆกลับมาอยู่ที่เมืองไทยเรียบร้อยแล้ว รวมทั้ง เรื่องก็กำลังจะกลับมาด้วย ขอเริ่มต้นด้วยเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก
กลับมาแล้วน้า
แล้ววันหลังจะมาเขียนสิ่งที่พบในเมกาให้ฟังนะ ฮ่าๆๆๆๆๆ
แก๊ป |
|
|||
|
|